⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6796/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6796/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 หมายถึงการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานทั่วไปที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งหรือได้รับมอบหมาย แม้จะเป็นการสืบสวนสถานภาพของบุคคลก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานแจ้งข้อความเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 นั้น หมายถึงการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานทั่วไปมิใช่เจ้าพนักงานฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโดยเฉพาะ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจตรี ก. ว่าจำเลยเป็นบุคคลสัญชาติไทย ร้อยตำรวจตรี ก. รับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ มีตำแหน่งเป็นรองสารวัตรฝ่ายสืบสวนสอบสวน ประจำสำนักงานควบคุมชนต่างชาติผู้อพยพกองตำรวจสันติบาล โดยร้อยตำรวจตรี ก. ร่วมทำการสืบสวนสถานภาพของจำเลยตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน การสืบสวนของร้อยตำรวจตรี ก. เกี่ยวกับสถานภาพของจำเลยและการสอบปากคำจำเลยจึงเป็นการกระทำในฐานะเจ้าพนักงาน หาใช่กระทำการโดยปราศจากคำสั่งหรือมิได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาไม่ ดังนั้น การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจตรี ก. ให้กรอกข้อความในแบบสอบปากคำว่า จำเลยเป็นบุคคลสัญชาติไทยทั้ง ๆ ที่จำเลยรู้อยู่ว่าจำเลยเป็นบุคคลสัญชาติเวียดนามหรือญวน มีสถานภาพเป็นคนญวนอพยพมิได้มีสัญชาติไทย และความเท็จนั้นอาจทำให้บุคคลอื่นหรือประชาชนเสียหาย จำเลยย่อมมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.137

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 91, 33พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 และริบบัตรประจำตัวประชาชนของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,137 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 จำเลยกระทำการอันเป็นความผิดต่างกรรมกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานซึ่งกระทำโดยการยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประจำตัวประชาชนพ.ศ. 2526 มาตรา 14 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้จำคุกกระทงละ 2 ปี จำเลยกระทำความผิด 2 กระทง จำคุก 4 ปี ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานให้จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 3 เดือน ริบบัตรประจำตัวประชาชนของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์เพียงปัญหาเดียวว่า การที่จำเลยแจ้งแก่ร้อยตำรวจตรีโกเมนว่า จำเลยเป็นบุคคลสัญชาติไทยซึ่งเป็นข้อความอันเป็นเท็จนั้น จำเลยจะมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ส่วนข้อหาความผิดอื่นยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเกี่ยวกับปัญหาที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อร้อยตำรวจตรีโกเมนว่าจำเลยเป็นบุคคลสัญชาติไทย โจทก์ฎีกาว่าร้อยตำรวจตรีโกเมนได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาโดยชอบให้ร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจอื่นสืบสวนสถานภาพของจำเลยแล้วรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ร้อยตำรวจตรีโกเมนจึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เมื่อจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจตรีโกเมน จำเลยก็ต้องมีความผิดต่อเจ้าพนักงานฐานแจ้งความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน เห็นว่า ความผิดต่อเจ้าพนักงานฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 นั้น หมายถึงการแจ้งข้อความเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานทั่วไป มิใช่เจ้าพนักงานฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโดยเฉพาะ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจตรีโกเมนว่าจำเลยเป็นบุคคลสัญชาติไทย ร้อยตำรวจตรีโกเมนรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ มีตำแหน่งเป็นรองสารวัตรฝ่ายสืบสวนสอบสวนประจำสำนักงานควบคุมชนต่างชาติผู้อพยพ กองตำรวจสันติบาล กรมตำรวจ โดยมีพลตำรวจตรีพิบูลย์ กุลละวณิชย์ รองผู้บัญชาการสอบสวนกลางซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการสอบสวนกลางให้ควบคุมงานด้านสันติบาล และพันตำรวจเอกโชติรัตน์จินตวิโรจน์ ผู้กำกับการสำนักงานควบคุมชนต่างชาติผู้อพยพ กองตำรวจสันติบาลกับพันตำรวจโทวิศิษฐ์ เลิศวีรนนท์รัตน์ สารวัตรงานควบคุมผู้อพยพเขต 4 สำนักงานควบคุมชนต่างชาติผู้อพยพซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของร้อยตำรวจตรีโกเมนเบิกความว่าร้อยตำรวจตรีโกเมนร่วมทำการสืบสวนสถานภาพของจำเลยตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2531 ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน การสืบสวนของร้อยตำรวจตรีโกเมนเกี่ยวกับสถานภาพของจำเลยและการสอบปากคำจำเลย จึงเป็นการกระทำในฐานะเจ้าพนักงานหาใช่กระทำการโดยปราศจากคำสั่งหรือมิได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ดังนั้น การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจตรีโกเมนให้กรอกข้อความในแบบสอบปากคำเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 3 ว่า จำเลยเป็นบุคคลสัญชาติไทย ทั้ง ๆ ที่จำเลยรู้อยู่ว่าจำเลยเป็นบุคคลสัญชาติเวียดนามหรือญวน มีสถานภาพเป็นคนญวนอพยพมิได้มีสัญชาติไทยและความเท็จนั้นอาจทำให้บุคคลอื่นหรือประชาชนเสียหาย จำเลยย่อมมีความผิดต่อเจ้าพนักงานฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดนี้เสียด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137ให้จำคุก 3 เดือน บัตรประจำตัวประชาชนของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้มาโดยได้กระทำความผิด ซึ่งศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโดยมิได้สั่งริบ จึงให้ริบเสีย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33(2) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6796/2540 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย สมศักดิ์หรือเกวี๊ยต สีสวยหรือเหงียนดึ๊ก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นาย สมศักดิ์หรือเกวี๊ยต สีสวยหรือเหงียนดึ๊ก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรินทร์ นาควิเชียร · ถวิล อินทรักษา · อมร วีรวงศ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1274/2513ฎีกา 13725/2553ฎีกา 2673/2527ฎีกา 88/2536ฎีกา 1329/2529ฎีกา 4048/2528ฎีกา 284/2507ฎีกา 2803/2535ฎีกา 1499/2531ฎีกา 237/2543ฎีกา 5138/2537ฎีกา 605/2546ฎีกา 13537/2553ฎีกา 581/2527ฎีกา 2839/2541ฎีกา 957/2518ฎีกา 8815/2554ฎีกา 492/2509ฎีกา 2187/2554ฎีกา 1566/2525ฎีกา 478/2515ฎีกา 2372/2519ฎีกา 6858/2541ฎีกา 651/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ