⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 121/2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 121/2541

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การจะริบทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(2) ได้นั้น ศาลจะต้องพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นได้มาจากการกระทำความผิด และจำเลยได้กระทำความผิดนั้นจริงตามคำพิพากษา

ย่อคำพิพากษา

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(2) ระบุถึงทรัพย์สินที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบได้นั้นต้องเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยได้กระทำความผิด ซึ่งหมายถึงว่า จะ ต้องมีการฟ้องจำเลยในความผิดฐานใดฐานหนึ่งและได้มีการพิสูจน์ความผิดนั้นแล้วและศาลพิพากษาว่าจำเลยได้กระทำ ความผิดจึงจะริบทรัพย์สินนั้นได้ อันถือเป็นการลงโทษอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18(5) เมื่อธนบัตรมิใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ดังนั้น การที่โจทก์ยังมิได้ฟ้องจำเลยถึงการขายเมทแอมเฟตามีนในครั้งก่อนโดยตรงเพียงแต่กล่าวอ้างพาดพิงถึงว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้มาจากการขายเมทแอมเฟตามีนในครั้งก่อน จึงยังไม่เป็นการเพียงพอตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18(5) และ 33(2)เพื่อลงโทษจำเลยด้วยการริบทรัพย์สิน และแม้ว่าจำเลยจะได้ให้การรับสารภาพหรือให้ความยินยอมในชั้นฎีกาเพื่อให้คดีเสร็จไปจากศาลฎีกาโดยเร็วก็ตาม ศาลก็ไม่อาจสั่งริบธนบัตรของกลางได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.18 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย130 เม็ด น้ำหนัก 10.820 กรัม และจำเลยขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 10 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 1,200 บาท เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนและธนบัตร 1,200 บาท ที่จำเลยได้มาจากการขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว และธนบัตรอีก 1,600 บาทที่จำเลยได้มาจากการขายเมทเอมเฟตามีนก่อนหน้านี้เป็นของกลางเหตุเกิดที่แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 4, 5, 6(7) ทวิ, 13 ทวิ, 62, 89, 106 ทวิ, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3, 32, 33 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข ริบธนบัตร 1,600 บาท และคืนธนบัตร 1,200 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าพนักงาน จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89, 116 จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุก 5 ปี ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน1,200 บาท และธนบัตรอีก 1,600 บาท ของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ขอให้ริบธนบัตรของกลาง 1,600 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ธนบัตรของกลางจำนวน 1,600 บาท ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้พร้อมด้วยธนบัตรจำนวน1,200 บาท ซึ่งสายลับใช่ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนในคดีนี้เป็นทรัพย์ที่จำเลยได้มาจากการขายเมทแอมเฟตามีนในครั้งก่อน คดีนี้ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เป็นทรัพย์สินที่ศาลมีอำนาจสั่งริบหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า เป็นของกลางที่ศาลควรสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(2) เพราะกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้เป็นการเจาะจงว่าทรัพย์สินที่ศาลสั่งริบจะต้องเป็นทรัพย์สินที่ได้มาเฉพาะความผิดในคดีนี้นั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33บัญญัติว่า "ในการริบทรัพย์สิน ให้ศาลมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินดังต่อไปนี้อีกด้วยคือ (2) ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้มาโดยได้กระทำความผิด ฯลฯ" ฉะนั้น โดยนัยดังกล่าวทรัพย์สินที่ศาลมีอำนาจสั่งริบจะต้องเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยได้กระทำความผิด ซึ่งหมายถึงว่าจะต้องมีการฟ้องจำเลยใจความผิดดังกล่าวและได้มีการพิสูจน์ความผิดนั้นต่อศาลแล้ว และศาลพิพากษาว่าจำเลยได้กระทำความผิดจึงจะริบทรัพย์สินนั้นได้อันถือเป็นการลงโทษอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18(5) เพราะธนบัตรดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ซึ่งจะเห็นได้ถึงข้อแตกต่างอย่างชัดเจนกับมาตรา 33(2) ดังนั้น เมื่อโจทก์ยังมิได้ฟ้องจำเลยถึงการกระทำดังกล่าวในครั้งก่อนโดยตรง กรณีเพียงแต่การกล่าวอ้างพาดพิงถึงว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้มาจากการขายเมทแอมเฟตามีนในครั้งก่อน จึงยังไม่เป็นการเพียงพอตามเจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรา 18(5) และ 33(2) แห่งประมวลกฎหมายอาญาเพื่อลงโทษจำเลยด้วยการริบทรัพย์สินตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว และแม้ว่าจำเลยจะได้ให้การรับสารภาพในคดีนี้หรือให้ความยินยอมในชั้นฎีกาเพื่อให้คดีเสร็จไปจากศาลฎีกาโดยรวดเร็วด้วยก็ตาม ศาลก็ไม่อาจสั่งริบธนบัตรของกลาง 1,600 บาท ดังกล่าวได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 121/2541 พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด โจทก์ นาย สามารถ ดี น้ำ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด · จำเลย - นาย สามารถ ดี น้ำ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ระพิณ บุญสิทธิ์ · สุชาติ ถาวรวงษ์ · สมศักดิ์ วงศ์ยืน
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9275/2544ฎีกา 3416/2540ฎีกา 7111/2559ฎีกา 1554/2521ฎีกา 413/2466ฎีกา 528/2470ฎีกา 2437/2515ฎีกา 6293/2541ฎีกา 531/2510ฎีกา 8617/2547ฎีกา 1979/2521ฎีกา 3604/2533ฎีกา 4519/2544ฎีกา 5426/2536ฎีกา 4105/2541ฎีกา 2839/2516ฎีกา 595/2551ฎีกา 6703/2538ฎีกา 348/2508ฎีกา 1198/2543ฎีกา 2546/2530ฎีกา 9083/2544ฎีกา 3067/2530ฎีกา 12543/2553
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ