⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6558/2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6558/2541

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้รับมอบอำนาจจากนิติบุคคลผู้เสียหาย ย่อมมีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้แจ้งความร้องทุกข์ได้ หากหนังสือมอบอำนาจนั้นชอบด้วยกฎหมายและมีพยานตามที่กฎหมายกำหนด

ย่อคำพิพากษา

ในกรณีความผิดอาญาซึ่งกระทำต่อนิติบุคคลนั้น ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลมีอำนาจร้องทุกข์แทนนิติบุคคลได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 และมาตรา 5 แต่ตาม ป.วิ.อ. ไม่ได้บัญญัติการมอบอำนาจให้ผู้แทนนิติบุคคลไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาใช้เท่าที่พอจะใช้บังคับได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 15 และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 47 วรรคสาม บัญญัติเกี่ยวกับใบมอบอำนาจที่ได้ทำในต่างประเทศ ซึ่งถ้าเป็นต่างประเทศที่มีกงสุลสยามต้องให้กงสุลนั้นเป็นพยาน แต่ถ้าได้ทำในเมืองต่างประเทศที่ไม่มีกงสุลสยาม ต้องให้เจ้าพนักงานโนตารีปับลิกหรือแมยิสเตร็ดหรือบุคคลอื่น ซึ่งกฎหมายแห่งท้องถิ่นตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจเป็นพยานในเอกสารเช่นว่านี้และต้องมีใบสำคัญของรัฐบาลต่างประเทศแสดงว่าบุคคลที่เป็นพยานนั้นเป็นผู้มีอำนาจกระทำการได้ โดยไม่ปรากฏว่าผู้รับมอบอำนาจจะต้องลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น เมื่อหนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ลงนามโดยมีอำนาจทำการแทนนิติบุคคล และมีพยานตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ลงลายมือชื่อไว้ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้รับมอบอำนาจจากนิติบุคคลผู้เสียหาย ย่อมมีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้แจ้งความร้องทุกข์ได้ แม้ว่าภาพโปรแกรมไมโครซอฟท์มันนี่ ภาพโปรแกรมอโดเบ ไทป์เมเนเจอร์ โครงสร้างแฟ้มข้อมูลของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โครงสร้างแฟ้มข้อมูลเพื่อใช้ในทางติดตั้งสำเนาโปรแกรมลงบนสื่อบันทึกถาวรในเครื่องคอมพิวเตอร์ โครงสร้างแฟ้มข้อมูลของโปรแกรมคอมพิวเตอร์เมื่อติดตั้งบนสื่อบันทึกถาวรของเครื่องคอมพิวเตอร์เรียบร้อยแล้ว จะเป็นเอกสารที่ผู้เสียหายจัดทำขึ้นเอง และได้ทำขึ้นภายหลังจากที่มีการจับกุมจำเลยแล้วก็ตาม แต่เอกสารดังกล่าวไม่ใช่ของกลางในคดีอาญาหากแต่เป็นเอกสารที่ผู้เสียหายได้จัดทำขึ้นจากโปรแกรมของผู้เสียหายเพื่อพิสูจน์ว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวและแผ่นซีดีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ อันเป็นวัตถุพยาน ซึ่งได้กระทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายซึ่งมีอยู่แล้วเท่านั้น ดังนั้น เอกสารที่ผู้เสียหายทำขึ้นจึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ไมโครซอฟท์มันนี่ได้เริ่มจัดพิมพ์ตั้งแต่ ค.ศ.1991 แล้วพัฒนาเพิ่มเติมเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันมีไมโครซอฟท์มันนี่ 97, 98 แล้ว ซึ่งหลังจาก ค.ศ.1991 ได้มีโปรแกรมที่พัฒนาเพิ่มเติมเป็นการวางรากฐานส่วนใหญ่มาจากโปรแกรมแรก หรือแก้ไขเพิ่มเติมจากโครงสร้างโปรแกรมหลักให้แก่โปรแกรมปี 91 โปรแกรมที่จำเลยจำหน่ายเป็นโปรแกรมปี 95 แต่โปรแกรมที่โจทก์จัดพิมพ์เพื่อใช้เปรียบเทียบนั้นเป็นโปรแกรมปี 97 แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นงานสร้างสรรค์ และมีการพัฒนาจากรากฐานเดิมไปเรื่อย ๆ โดยอาศัยโครงสร้างโปรแกรมหลักอันเดิม การที่โจทก์ฟ้องว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ไมโครซอฟท์มันนี่ 95 แต่นำโปรแกรมปี 97 ซึ่งเป็นโปรแกรมที่พัฒนามาจากปี 95 มาแสดงต่อศาล เมื่อศาลได้ตรวจดูวัตถุพยานแล้วก็ปรากฏภาพโปรแกรมตรงกับเอกสารที่โจทก์จัดพิมพ์เปรียบเทียบ กรณีจึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) บัญญัติถึงกรณีผู้ที่กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ ให้มีความหมายรวมถึงผู้ขาย มีไว้เพื่อขายเสนอขายไว้ด้วย เมื่อปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ขายแผ่นซีดีของกลางให้แก่ผู้ซื้อ การกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์อันจึงเป็นความผิดตามกฎหมายแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.3 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.5 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 4, 5, 6, 8, 15, 30, 31, 61, 69, 75, 76และสั่งให้แผ่นซีดีของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31, 70 วรรคสอง ให้จำคุก 1 ปีปรับ 200,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30 ให้แผ่นซีดีของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเป็นประเด็นแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์อ้างว่า หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.7 นั้นทำขึ้นในต่างประเทศโดยไม่มีลายมือชื่อของนายประวิทย์ผู้รับมอบอำนาจปรากฏ เป็นการมอบอำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายประวิทย์ไม่มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นายมนูญแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ การแจ้งความร้องทุกข์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ในกรณีความผิดอาญาซึ่งกระทำต่อนิติบุคคลนั้น ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลมีอำนาจร้องทุกข์แทนนิติบุคคลได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 และมาตรา 5 แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติการมอบอำนาจให้ผู้แทนนิติบุคคลไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้เท่าที่พอจะใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 วรรคสาม บัญญัติเกี่ยวกับใบมอบอำนาจที่ได้ทำในต่างประเทศ ซึ่งถ้าเป็นต่างประเทศมีกงสุลสยามต้องให้กงสุลนั้นเป็นพยาน แต่ถ้าได้ทำในเมืองต่างประเทศที่ไม่มีกงสุลสยาม ต้องให้เจ้าพนักงานโนตารีปับลิกหรือแมยิสเตร็ดหรือบุคคลอื่น ซึ่งกฎหมายแห่งท้องถิ่นตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจเป็นพยานในเอกสารเช่นว่านี้และต้องมีใบสำคัญของรัฐบาลต่างประเทศ แสดงว่าบุคคลที่เป็นพยานนั้นเป็นผู้มีอำนาจกระทำการได้ โดยไม่ปรากฏว่าผู้รับมอบอำนาจจะต้องลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจแต่อย่างใดไม่ ดังนั้นเมื่อหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.7 ได้ลงนามโดยมีอำนาจทำการแทนนิติบุคคลและมีพยานตามที่กฎหมายกำหนดไว้ลงลายมือชื่อไว้ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนายประวิทย์เป็นผู้รับมอบอำนาจจากนิติบุคคลผู้เสียหายโดยชอบย่อมมีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นายมนูญแจ้งความร้องทุกข์ได้ คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ต้องวินิจฉัยอีกว่า ภาพโปรแกรมไมโครซอฟท์มันนี่ ภาพโปรแกรม อโดเบ ไทป์เมเนเจอร์ โครงสร้างแฟ้มข้อมูลของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โครงสร้างแฟ้มข้อมูลเพื่อใช้ในทางติดตั้งสำเนาโปรแกรมลงบนสื่อบันทึกถาวรในเครื่องคอมพิวเตอร์ โครงสร้างแฟ้ม ข้อมูลของโปรแกรมคอมพิวเตอร์เมื่อติดตั้งบนสื่อบันทึกถาวรของเครื่องคอมพิวเตอร์เรียบร้อยแล้วตามเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.16 เป็นเอกสารที่นายประวิทย์จัดทำขึ้นเอง และได้ทำขึ้นภายหลังจากที่มีการจับกุมจำเลยแล้วเอกสารดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า เอกสารดังกล่าวไม่ใช่ของกลางในคดีอาญาตามที่ปรากฏในบัญชีของกลาง แต่เป็นเอกสารที่ผู้รับมอบอำนาจของผู้เสียหายได้จัดทำขึ้นจากโปรแกรมของผู้เสียหายเพื่อพิสูจน์ว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวและแผ่นซีดีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งได้กระทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่มีอยู่แล้ว ตามหลักฐานที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.10 เท่านั้น ดังนั้นเอกสารที่นายประวิทย์ทำขึ้นจึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า โจทก์บรรยายฟ้องตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 โดยระบุชื่อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกละเมิดว่า ไมโครซอฟท์มันนี่ ฟอร์วินโดว์ส 95 แต่ในทางพิจารณาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่แสดงต่อศาลเป็นโปรแกรมปี 97 จึงเป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า นายประวิทย์ พยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านได้ความว่า ไมโครซอฟท์มันนี่ได้เริ่มจัดพิมพ์ตั้งแต่ ค.ศ. 1991 แล้วพัฒนาเพิ่มเติมเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันมีไมโครซอฟท์มันนี่ 97, 98 แล้ว ซึ่งหลังจาก ค.ศ. 1991 ได้มีโปรแกรมที่พัฒนาเพิ่มเติมเป็นการวางรากฐานส่วนใหญ่มาจากโปรแกรมแรก หรือแก้ไขเพิ่มเติมจากโครงสร้างโปรแกรมหลักให้แก่โปรแกรมปี 91 โปรแกรมที่จำเลยจำหน่ายเป็นโปรแกรมปี 95 แต่โปรแกรมที่โจทก์จัดพิมพ์เพื่อใช้เปรียบเทียบนั้นเป็นโปรแกรมปี 97 จากคำให้การของพยานโจทก์แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นงานสร้างสรรค์และมีการพัฒนาจากรากฐานเดิมไปเรื่อย ๆ โดยอาศัยโครงสร้างโปรแกรมหลักอันเดิม การที่โจทก์ฟ้องว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ไมโครซอฟท์มันนี่ 95 แต่นำโปรแกรมปี 97 ซึ่งเป็นโปรแกรมที่พัฒนามาจากปี 95 มาแสดงต่อศาล เมื่อศาลฎีกาได้ตรวจดูวัตถุพยานหมาย จ.9 แล้วก็ปรากฏภาพโปรแกรมตรงกับเอกสารหมาย จ.10 และ จ.14 กรณีจึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องแต่อย่างใด คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยประเด็นสุดท้ายว่าจำเลยเป็นเพียงลูกจ้างขายสินค้าเท่านั้น มิได้มีส่วนรู้เห็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (1) บัญญัติถึงกรณีผู้ที่กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์นั้น ให้มีความหมายรวมถึงผู้ขายมีไว้เพื่อขาย เสนอขายไว้ด้วย เมื่อปรากฏจากคำเบิกความของนางสาวดารกา พยานโจทก์ว่าพยานได้เป็นผู้เข้าไปขอซื้อแผ่นซีดีหมาย จ.9 จากจำเลยในร้านโอเอซีส ซอฟท์ ซึ่งจำเลยเป็นพนักงานขายของอยู่หน้าร้าน และจำเลยเป็นผู้ขายแผ่นซีดีของกลางให้แก่พยาน การกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์อันจึงเป็นความผิดตามกฎหมายแล้ว แต่สำหรับโทษปรับที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น เห็นว่าตามสภาพแห่งการกระทำความผิด จำเลยเป็นเพียงลูกจ้างและมีของกลางเพียงเล็กน้อย โทษที่ลงนั้นหนักเกินไป เห็นควรแก้โทษให้เหมาะสมแก่การกระทำความผิดของจำเลยด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยหนึ่งแสนบาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6558/2541 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายอรัญ ชมภูพันธ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายอรัญ ชมภูพันธ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ · สมศักดิ์ วิธุรัติ · จรัญ หัตถกรรม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร - นางปลื้มจิต จุลฤกษ์ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 679/2485ฎีกา 2417/2540ฎีกา 537/2554ฎีกา 443/2489ฎีกา 4123/2543ฎีกา 641-643/2481ฎีกา 2572/2548ฎีกา 2059/2522ฎีกา 5665/2538ฎีกา 7273/2539ฎีกา 17581/2555ฎีกา 5846/2531ฎีกา 2690/2535ฎีกา 436/2497ฎีกา 628/2537ฎีกา 852/2490ฎีกา 1315/2482ฎีกา 2137/2547ฎีกา 8099/2559ฎีกา 5246/2548ฎีกา 1680/2520ฎีกา 6299/2534ฎีกา 1610/2539ฎีกา 4810/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา