⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 186/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 186/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากโจทก์อ้างว่าไม่ทราบกำหนดนัดสืบพยานเนื่องจากย้ายภูมิลำเนา ศาลควรทำการไต่สวนข้อเท็จจริงดังกล่าวว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่ก่อนมีคำสั่งยกคำร้อง

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์และทนายโจทก์ระบุว่าสำนักงานบริษัท ร.เป็นภูมิลำเนาของโจทก์ในคำฟ้องและภูมิลำเนาของทนายโจทก์ในใบแต่งทนายความแม้ต่อมาโจทก์และทนายโจทก์ลาออกจากบริษัทดังกล่าว โดยไม่แจ้งการย้ายภูมิลำเนาให้ศาลทราบ นับได้ว่าโจทก์และทนายโจทก์มีส่วนบกพร่องอยู่บ้างก็ตามแต่เมื่อปรากฏตามคำเบิกความของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ว่า โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ที่ 25/7 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องแล้ว ได้มีคำสั่งให้หมายเรียกจำเลยมาแก้คดีพร้อมกับนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีหนังสือถึงศาลอื่นส่งหมายเรียกให้แก่จำเลยแทน โดยคำร้องดังกล่าวทนายโจทก์ระบุภูมิลำเนาว่าอยู่ที่บ้านเลขที่ 28/19 ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของตนตามที่ระบุไว้ในคำฟ้องและใบแต่งทนายความ ฉะนั้น เมื่อคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ของโจทก์ได้อ้างว่าโจทก์ไม่ทราบกำหนดนัดสืบพยานโจทก์เนื่องจากย้ายภูมิลำเนา จึงไม่ได้มาศาล เช่นนี้ จึงสมควรที่ศาลชั้นต้นจะทำการไต่สวนว่าเหตุที่โจทก์ยกขึ้นอ้างฟังได้หรือไม่เพียงใด ศาลชั้นต้นจะอาศัยเพียงโจทก์และทนายโจทก์ย้ายภูมิลำเนาไม่แจ้งให้ศาลทราบขึ้นมาเป็นเหตุยกคำร้องโดยไม่ทำการไต่สวน ย่อมเป็นการไม่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.166 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.181

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๔ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง และให้นัดสอบคำให้การจำเลยกับสืบพยานโจทก์วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๐ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกาครั้นถึงกำหนดนัดสอบคำให้การและสืบพยานโจทก์ จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงให้ออกหมายจับจำเลยและจำหน่ายคดีชั่วคราว ต่อมาวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๐ จำเลยมอบตัวต่อศาลและให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นจึงนัดสืบพยานโจทก์วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน๒๕๔๐ เวลา ๙ นาฬิกา และหมายแจ้งวันนัดสืบพยานโจทก์ให้โจทก์กับทนายโจทก์ทราบ โดยให้ศาลแขวงพระนครใต้ดำเนินการส่งหมายนัดให้ และเจ้าหน้าที่ศาลแขวงพระนครใต้ส่งหมายนัดสืบพยานโจทก์ให้โจทก์และทนายโจทก์ที่บ้านเลขที่ ๔๓/๔ถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ซอยนอกเขต แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร โดยวิธีปิดหมาย เมื่อถึงกำหนดนัดสืบโจทก์โจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นจึงให้ยกฟ้องโจทก์ต่อมาวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๑ โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ว่า โจทก์และทนายโจทก์ไม่ทราบวันนัดสืบพยานโจทก์ตามหมายนัด เนื่องจากเดิมโจทก์และทนายโจทก์ระบุสำนักงานบริษัทไร้ทพิคเจอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งโจทก์มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายการเงินทนายโจทก์มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายกฎหมายเป็นภูมิลำเนา แต่เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๐ โจทก์และทนายโจทก์รวมทั้งผู้บริหารของบริษัทดังกล่าวลาออกทั้งหมด และภายหลังจากนั้นโจทก์และทนายโจทก์ก็ไม่ได้เข้าไปบริษัทดังกล่าว เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลนำหมายนัดไปปิดที่บริษัทดังกล่าว โจทก์และทนายโจทก์จึงไม่ทราบวันนัดตามหมายนัด ทำให้โจทก์และทนายโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ ขอให้ศาลสั่งไต่สวนคำร้อง ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้ข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องก็ไม่มีเหตุที่จะพิจารณาคดีใหม่ ให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์และทนายโจทก์ระบุสำนักงานบริษัทไร้ท์พิคเจอร์ จำกัด(มหาชน) เป็นภูมิลำเนาของโจทก์ในคำฟ้อง และภูมิลำเนาของทนายโจทก์ในใบแต่งทนายความ แล้วต่อมาโจทก์และทนายโจทก์ลาออกจากบริษัทดังกล่าว แต่ไม่แจ้งการย้ายภูมิลำเนาให้ศาลทราบ นับว่าโจทก์และทนายโจทก์มีส่วนบกพร่องอยู่บ้าง แต่ตามคำเบิกความของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ได้เบิกความต่อศาลว่า โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ที่ ๒๕/๗ แขวงสามเสนนอก เขตดินแดงกรุงเทพมหานคร และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องแล้วได้มีคำสั่งให้หมายเรียกจำเลยมาแก้คดีพร้อมกับนัดสืบพยานโจทก์วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๐ เวลา ๑๓.๓๐นาฬิกา ทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ต่อศาลชั้นต้นขอให้มีหนังสือถึงศาลจังหวัดเพชรบูรณ์เพื่อส่งหมายเรียกให้แก่จำเลยแทน โดยคำร้องดังกล่าวทนายโจทก์ระบุภูมิลำเนาว่าอยู่ที่บ้านเลขที่ ๒๘/๑๙ หมู่ที่ ๑๗ ถนนอ่อนนุชแขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ซึ่งตามคำเบิกความของโจทก์และคำร้องของทนายโจทก์ดังกล่าวต่างมิได้ระบุภูมิลำเนาของตนตามที่ระบุไว้ในคำฟ้องและใบแต่งทนายความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๖วรรคสอง บัญญัติว่า "คดีที่ศาลได้ยกฟ้องดังกล่าวแล้ว ถ้าโจทก์มาร้องภายในสิบห้าวัน นับแต่วันศาลยกฟ้องนั้น โดยแสดงให้เห็นว่าได้มีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้ก็ให้ศาลยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่" และมาตรา ๑๘๑ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๖๖มาบังคับแก่การพิจารณาโดยอนุโลม เมื่อคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ของโจทก์ได้อ้างว่าโจทก์ไม่ทราบกำหนดนัดสืบพยานโจทก์เนื่องจากย้ายภูมิลำเนา จึงไม่ได้มาศาล ดังนั้น จึงสมควรที่ศาลชั้นต้นจะทำการไต่สวนว่าเหตุที่โจทก์ยกขึ้นอ้างฟังได้หรือไม่เพียงใด ศาลชั้นต้นจะอาศัยเพียงโจทก์และทนายโจทก์ย้ายภูมิลำเนาไม่แจ้งให้ศาลทราบขึ้นมาเป็นเหตุยกคำร้องโดยไม่ทำการไต่สวน หาสมควรไม่ พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของโจทก์แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 186/2542 นางศิริพร เอี่ยมสุนทร โจทก์ นางจิตปราณีหรือปุณณภา รุกขวัฒน์ ือเลี้ยงผลตรู จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางศิริพร เอี่ยมสุนทร · รุกขวัฒน์ - นางจิตปราณีหรือปุณณภา · จำเลย - ือเลี้ยงผลตรู
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อภิศักดิ์ พรวชิราภา · กนก พรรณรักษา · วิชา มั่นสกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงดุสิต - นายสุรวุฒิ เชาวลิต · ศาลอุทธรณ์ - นายสบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1519/2497ฎีกา 2719/2519ฎีกา 772/2528ฎีกา 802/2486ฎีกา 292/2486ฎีกา 8872/2547ฎีกา 5461/2534ฎีกา 5338/2538ฎีกา 3031/2526ฎีกา 2178/2536ฎีกา 452/2530ฎีกา 4302/2531ฎีกา 794/2540ฎีกา 1214/2538ฎีกา 1878/2493ฎีกา 253/2531ฎีกา 5564/2534ฎีกา 1653/2493ฎีกา 872/2492ฎีกา 890/2516ฎีกา 4015/2529ฎีกา 3250/2534ฎีกา 5285/2543ฎีกา 872/2491
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา