คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8411/2542
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เกินกำหนดเดิมที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายไปแล้วนั้น ศาลจะอนุญาตได้ต่อเมื่อมีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่สามารถยื่นคำร้องได้ทันภายในกำหนด และการอนุญาตดังกล่าวเป็นดุลพินิจของศาล.
ย่อคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2541 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่หนึ่งออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์จนถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2541 แต่จำเลยไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ในระยะเวลาดังกล่าว ครั้นในวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สอง แม้จะยื่นภายหลังจากล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายให้แล้วก็ตาม แต่ตามคำร้องของจำเลยดังกล่าวได้แสดงเหตุว่า กรณีมีเหตุสุดวิสัยที่มิอาจยื่นคำร้องได้ทันภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องเป็นเหตุสุดวิสัยอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2541 จึงเป็นการใช้อำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 และเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งตามที่เห็นสมควร คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์จึงชอบแล้ว เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ 29 กรกฎาคม 2541 จึงยังไม่เกินกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นขยายให้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ จำคุก ๖ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๓ เดือน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำคุก ๓ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ เดือน ๑๕ วัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ไม่ได้วินิจฉัยประเด็นที่โจทก์แก้อุทธรณ์ว่า อุทธรณ์ของจำเลยเกินกำหนดเวลาที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยให้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ได้แก้อุทธรณ์ว่าอุทธรณ์ของจำเลยเกินกำหนดเวลาที่จะยื่นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ กรณีจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๓ (๒) ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ แต่เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวน คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ต่อมาวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๔๑ จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่หนึ่งออกไปอีก ๓๐ วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์จนถึงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๑ แต่จำเลยไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ในระยะเวลาดังกล่าว ครั้นในวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๑ จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สอง แม้จะยื่นภายหลังจากล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายให้แล้วก็ตาม แต่ตามคำร้องของจำเลยดังกล่าวได้แสดงเหตุว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัยที่มิอาจยื่นคำร้องได้ทันภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องเป็นเหตุสุดวิสัยอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๑ จึงเป็นการใช้อำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ และเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งตามที่เห็นสมควร คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์จึงชอบแล้ว เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๑ จึงยังไม่เกินกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นขยายให้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยอุทธรณ์ให้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8411/2542
พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุดรธานี โจทก์
นายยุทธพล จันทรเสนา จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุดรธานี · จำเลย - นายยุทธพล จันทรเสนา |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชวลิต ยอดเณร · อำนวย เต้พันธ์ · สุเมธ ตังคจิวางกูร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงอุดรธานี - นายสมศักดิ์ พลายเพ็ชร์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายจรัส พวงมณี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา