⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2565/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2565/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่มีสิทธิ เป็นความผิดในทันทีที่เข้ายึดถือครอบครอง โดยไม่จำเป็นต้องมีการแจ้งหรือคำสั่งจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน และหากยังคงยึดถือครอบครองต่อไป ถือเป็นความผิดต่อเนื่องซึ่งไม่ขาดอายุความ

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินที่จำเลยซื้อจาก พ. เป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งมีรูปแผนที่แสดงอาณาเขตและเขต ติดต่อไว้อย่างชัดแจ้ง การซื้อขายได้มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยย่อมทราบเป็นอย่างดีว่าที่ดินที่ซื้อ ด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ มิใช่ที่รกร้างว่างเปล่า เมื่อจำเลยปลูกสร้างบ้านและอาคารโรงงานล้ำเข้าไปในทางสาธารณประโยชน์ จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาเพื่อจะยึดถือครอบครองทางสาธารณประโยชน์เป็นของตนเอง จึงมีความผิดตาม ป.ที่ดินฯ มาตรา 9 (1), 108 ทวิ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณารับฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้องจำเลยยังยึดถือครอบครอง ที่พิพาทอันเป็นความผิดอยู่ ย่อมเป็นข้อเท็จจริงที่ตรงกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ หาใช่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องอันเป็นสาระสำคัญที่จะต้องพิพากษายกฟ้องไม่ จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐหลังจากประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 มีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่ง ป.ที่ดินฯ มาตรา 9 (1) ประกอบมาตรา 108 ทวิ บัญญัติให้การเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ เป็นความผิดในทันทีที่เข้าไปยึดถือครอบครอง โดยไม่จำต้องให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งและมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามเสียก่อน การที่โจทก์ไม่ได้บรรยายข้อความดังกล่าว ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิด จำเลยเริ่มเข้ายึดถือครอบครองที่พิพาทตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา อันถือเป็นวันเริ่มต้นกระทำความผิด เมื่อปรากฏว่าหลังจากนั้นจำเลยยังคงยึดถือครอบครองที่พิพาทตลอดมาจนถึงวันฟ้อง จึงเป็นความผิดต่อเนื่องอยู่ทุกขณะตราบเท่าที่จำเลยยังคงยึดถือครอบครองที่พิพาทอยู่ คดีจึงไม่ขาดอายุความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ม.11 ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.9 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.95

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙, ๑๐๘ ทวิ และให้จำเลยกับบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินนั้นด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙, ๑๐๘ ทวิ (ที่ถูกเป็นมาตรา ๙ (๑), ๑๐๘ ทวิ วรรคสอง) จำคุก ๙ เดือน ให้จำเลยและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินนั้นด้วย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ ก. โดยซื้อมาจากนายพร้อมจิตต์ ภูมิวัฒน์ ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ที่ดินดังกล่าวด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ จำเลยได้สร้างบ้านและอาคารโรงงานบนที่ดินของจำเลยล้ำเข้าไปในทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวรวมเนื้อที่ประมาณ ๑๑๕ ตารางวา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินที่จำเลยซื้อจากนายพร้อมจิตต์เป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งมีรูปแผนที่แสดงอาณาเขตและเขตติดต่อไว้อย่างชัดแจ้งว่าทางด้านทิศตะวันตกตลอดแนวติดทางสาธารณประโยชน์ การซื้อขายได้มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมทั้งแนบแผนที่ที่แสดงขอบเขตของที่ดินที่ซื้อขายไว้ด้วย ดังนั้นจำเลยย่อมทราบเป็นอย่างดีว่าที่ดินที่ซื้อด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ มิใช่ที่รกร้างว่างเปล่า การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านและอาคารโรงงานล้ำเข้าไปในทางสาธารณประโยชน์จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาเพื่อจะยึดถือครอบครองทางสาธารณประโยชน์เป็นของตนเอง จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง คดีนี้แม้ฟ้องโจทก์ระบุว่าจำเลยกระทำผิดตั้งแต่วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๓๘ จนถึงวันฟ้องและทางพิจารณาโจทก์นำสืบรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ ซึ่งเป็นเวลาห่างกันหลายปีก็ตาม แต่ความผิดที่โจทก์ฟ้องเกิดขึ้นตั้งแต่ขณะจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองเอาที่พิพาทซึ่งเป็นของรัฐและจะยังคงเป็นความผิดเช่นนั้นตลอดไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่พิพาท เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณารับฟังได้ว่าตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง จำเลยยังยึดถือครอบครองที่พิพาทอันเป็นความผิดอยู่ ย่อมเป็นข้อเท็จจริงที่ตรงกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ กรณีหาใช่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง อันเป็นข้อสาระสำคัญที่จะต้องพิพากษายกฟ้องดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใดไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐตั้งแต่วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๓๘ อันเป็นวันหลังจากประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๙๖ มีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๘ ทวิ บัญญัติให้การเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ เป็นความผิดในทันทีที่เข้าไปยึดถือครอบครองโดยไม่จำต้องให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งและมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามเสียก่อน ที่โจทก์ไม่ได้บรรยายข้อความดังกล่าวไว้ หาทำให้ฟ้องโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยเริ่มเข้ายึดถือครอบครองที่พิพาทตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ เป็นต้นมา อันถือเป็นวันเริ่มต้นกระทำความผิดก็ตาม เมื่อปรากฏว่าหลังจากนั้นจำเลยยังคงยึดถือครอบครองที่พิพาทตลอดมา จึงเป็นความผิดต่อเนื่องอยู่ทุกขณะตราบเท่าที่จำเลยยังคงยึดถือครอบครองที่พิพาทอยู่ ดังนี้คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย ๑๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2565/2543 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสวรรคโลก โจทก์ นายจรินทร์หรือแอ๋ว ประสมวงศ์หรือประสมวงค์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสวรรคโลก · จำเลย - นายจรินทร์หรือแอ๋ว ประสมวงศ์หรือประสมวงค์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรพล เจียมจูไร · วินัย วิมลเศรษฐ · ประชา ประสงค์จรรยา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายไกรสิทธิ์ บุญญภัทโร · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 2108/2536ฎีกา 5723-5724/2531ฎีกา 831/2532ฎีกา 6505/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา