⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3976/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3976/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่เกิดจากการถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ.

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่า แต่การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยมิได้อุทธรณ์ กลับแก้อุทธรณ์ของโจทก์และขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นการป้องกัน ดังนี้ ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหายโดยไม่มีเจตนาฆ่า จึงเป็นฎีกาในข้อที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายชกต่อยทำร้ายจำเลยที่ชั้นสองของตึกแถว แล้ววิ่งขึ้นไปที่ห้องพักผู้เสียหายที่ชั้นสาม จำเลยตามผู้เสียหายขึ้นไปเพื่อจะทำร้ายผู้เสียหาย เมื่อเห็นผู้เสียหายยืนอยู่ตรงทางเข้าห้องพักผู้เสียหาย จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 1 นัด ถูกที่บริเวณหน้าท้อง ดังนี้ แม้ผู้เสียหายจะเป็นฝ่ายก่อเหตุทำร้ายจำเลยก่อน แต่ขณะจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่ได้จะเข้าทำร้ายจำเลย และที่ผู้เสียหายทำร้ายจำเลยที่ชั้นสองก็ไม่ใช่ภยันตรายที่ใกล้จะถึง แต่เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านพ้นไปแล้ว จำเลยจึงอ้างว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายไม่ได้ แต่การที่ผู้เสียหายทำร้ายจำเลยแล้ววิ่งขึ้นไปชั้นสาม จำเลยตามขึ้นไปแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในเวลาต่อเนื่องกระชั้นชิดกับที่จำเลยยังมีโทสะอยู่ เป็นการกระทำเนื่องจากถูกผู้เสียหายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายอาญา ม.68 ประมวลกฎหมายอาญา ม.69 ประมวลกฎหมายอาญา ม.72 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 33 ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน ปลอกกระสุนปืน และหัวกระสุนปืนของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 80 ประกอบด้วยมาตรา 69 ลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี (ตาม ป.อ. มาตรา 56) ริบของกลาง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 80 จำคุก 10 ปี หลังเกิดเหตุจำเลยรอมอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจและให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ประกอบกับจำเลยมีคุณความดีมาก่อน นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุที่โจทก์ฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหายถูกบริเวณหน้าท้องด้านขวา กระสุนปืนทะลุลำไส้ไปออกสะโพกด้านขวา ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหายโดยไม่มีเจตนาฆ่านั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่า แต่การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยมิได้อุทธรณ์ กลับแก้อุทธรณ์ของโจทก์และขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าหรือไม่ จึงเป็นฎีกาในข้อที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามพฤติการณ์บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยตามผู้เสียหายขึ้นไปเพื่อจะทำร้ายผู้เสียหายและเป็นการผิดปกติวิสัยอย่างยิ่งที่ผู้เสียหายเห็นจำเลยถืออาวุธปืนอยู่ในมือแล้วผู้เสียหายยังกล้าจะเดินเข้าหาเพื่อจะทำร้ายจำเลยทั้งที่ตนไม่มีอาวุธ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า เห็นอาวุธปืนตั้งแต่จำเลยชักออกมาด้วยมือขวาแล้ว โดยผู้เสียหายเห็นได้จากแสงไฟจากชั้นสองและชั้นสามส่องสว่างที่จำเลย และนางสาวจุฑาทิพย์เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุที่ชั้นสามมีแต่แสงไฟจากหลอดไฟขนาดประมาณ 5 แรงเทียน ส่วนหลอดไฟนีออนไม่ได้เปิดเพิ่งจะเปิดหลังจากจำเลยยิงผู้เสียหายเพื่อให้เห็นว่าผู้เสียหายไม่เห็นจำเลยถืออาวุธปืนจึงเข้าหาจะทำร้ายจำเลยนั้น เห็นว่า ตามคำเบิกความของนางสาวจุฑาทิพย์ได้ความว่า เมื่อนางสาวจุฑาทิพย์ขึ้นไปถึงชั้นสามนางสาวจุฑาทิพย์เห็นจำเลยถืออาวุธปืน และเห็นนางสาวแววตาจับมือจำเลยในลักษณะอาวุธปืนชี้ขึ้นข้างบน ทั้งในชั้นสอบสวนนางสาวจุฑาทิพย์ให้การว่า ที่ชั้นสองและชั้นสามมีแสงไฟจากหลอดไฟนีออน ซึ่งการที่พนักงานสอบสวนถามนางสาวจุฑาทิพย์ถึงแสงสว่างในที่เกิดเหตุนั้น นางสาวจุฑาทิพย์ย่อมจะต้องเข้าใจได้ว่าพนักงานสอบสวนถามถึงแสงสว่างในขณะเกิดเหตุ หาใช่หลังเกิดเหตุดังที่นางสาวจุฑาทิพย์เบิกความไม่ จึงเห็นว่าเหตุที่นางสาวจุฑาทิพย์เบิกความเช่นนั้นเป็นการช่วยเหลือจำเลยซึ่งเป็นสามีนางสาวจุฑาทิพย์มากกว่า ใช่แต่เพียงเท่านั้น ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่า เห็นผู้เสียหายควักอะไรไม่ทราบ จำเลยจึงยิงผู้เสียหาย ตามคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนซึ่งแตกต่างไปจากคำเบิกความของจำเลยในชั้นพิจารณา จากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายชกต่อยทำร้ายจำเลยที่ชั้นสองของตึกแถวแล้ววิ่งขึ้นไปที่ห้องพักผู้เสียหายที่ชั้นสาม จำเลยตามผู้เสียหายขึ้นไปถึงชั้นสาม ขณะนั้นผู้เสียหายยืนอยู่ทางเข้าห้องพักของนายนิรันดร์และห้องพักผู้เสียหายหันหน้าไปทางจำเลย จำเลยได้ใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหาย ดังนี้ จะเห็นได้ว่าแม้ผู้เสียหายจะเป็นฝ่ายก่อเหตุทำร้ายจำเลยก่อน แต่จำเลยจะอ้างว่าที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเป็นการป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายจะเข้าทำร้ายจำเลยขณะจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย ส่วนที่ผู้เสียหายทำร้ายจำเลยที่ชั้นสองและถีบจำเลยขณะตามผู้เสียหายขึ้นไปชั้นสามนั้น ไม่ใช่ภยันตรายที่ใกล้จะถึง แต่เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านพ้นไปแล้ว อย่างไรก็ดี การที่ผู้เสียหายทำร้ายจำเลยแล้ววิ่งขึ้นไปชั้นสาม จำเลยตามขึ้นไปแล้วใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหายในเวลาต่อเนื่องกระชั้นชิดกับที่จำเลยยังมีโทสะอยู่ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเนื่องจากถูกผู้เสียหายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าโดยบันดาลโทสะ หาใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ สำหรับฎีกาข้ออื่นนอกจากนี้ แม้จะวินิจฉัยให้ก็ไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน? พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 72 ให้จำคุก 3 ปี คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ตลอดจนคำเบิกความของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3976/2543 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายอุดม แสวงฟองคำ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายอุดม แสวงฟองคำ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อภิศักดิ์ พรวชิราภา · ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · ยงยศ นิสภัครกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายแชน ศิริพงษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นางจิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 712/2559ฎีกา 226/2529ฎีกา 7988/2551ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1360/2544ฎีกา 551/2514ฎีกา 7601/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 1082/2511ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1166/2491ฎีกา 5957/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา