คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8740/2543
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากสัญญาไม่ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์ จะไม่สามารถนำเอกสารนั้นมาใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อฟ้องร้องบังคับคดีได้
ย่อคำพิพากษา
การที่โจทก์ปิดแสตมป์บนสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันไม่บริบูรณ์ จะใช้เอกสารทั้งสองฉบับเป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ ถือได้ว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมหรือผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ โจทก์จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และมาตรา 680 วรรคสอง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 1,455,340 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 1,369,735 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์แล้วเสร็จ
จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,455,340 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,369,735 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 29 เมษายน 2540) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งปิดแสตมป์ไม่บริบูรณ์นั้นจะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 205 มีหลักว่า ในคดีที่คู่ความฝ่ายหนึ่งขาดนัดคู่ความฝ่ายที่ไม่ขาดนัดจะชนะคดีได้ต่อเมื่อได้นำสืบพยานหลักฐานต่อศาลจนเป็นที่พอใจว่า ข้ออ้างของตนมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายเท่านั้น ในคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันเงินกู้โดยอ้างเอกสารทั้งสองฉบับเป็นพยานเอกสารสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ ดังนั้นการที่จะรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวของโจทก์ได้ โจทก์จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 คือจะต้องปิดแสตมป์บนเอกสารนั้นให้บริบูรณ์เสียก่อน เมื่อโจทก์ปิดแสตมป์บนเอกสารทั้งสองฉบับไม่บริบูรณ์เช่นนี้แล้วจึงใช้เอกสารทั้งสองฉบับเป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ จึงถือได้ว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมหรือผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ โจทก์จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และมาตรา 680 วรรคสอง
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8740/2543
นางขันทอง พลเมืองดี โจทก์
นายพัลลภ ธนูธรรมทัศน์ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางขันทอง พลเมืองดี · จำเลย - นายพัลลภ ธนูธรรมทัศน์ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | วิบูลย์ มีอาสา · สุวัตร์ สุขเกษม · วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายอดุลย์ ขันทอง · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสุรภพ ปัทมะสุนธ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา