⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1941/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1941/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การวินิจฉัยว่าผู้ใดได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมดในสำนวน ไม่ใช่เพียงความเห็นเบื้องต้นของแพทย์ผู้ตรวจรักษาเท่านั้น การเปรียบเทียบปรับหรือการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ต้องหา/จำเลยกับผู้เสียหายในคดีอาญาที่ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว ไม่ทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาระงับไป

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย และรถทั้งสองคันเสียหาย จำเลยที่ 2 ศีรษะแตกยาว 3 เซนติเมตร รวม 4 แผล กับกระดูกเข่าซ้ายแตกใช้เวลารักษาหายภายใน 1 เดือนเป็นอย่างน้อย จำเลยที่ 2 มีโอกาสหายเป็นปกติได้แต่ใช้เวลาหลายปี จำเลยที่ 2 มาเบิกความ จำเลยที่ 2 ยังไม่หายดี เดินกระเผลก แสดงว่าจำเลยที่ 2 ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน กับส่วนการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ระบุว่ารักษาประมาณ 1 เดือนหาย เป็นเพียงความเห็นเบื้องต้นของแพทย์ผู้ตรวจรักษาจำเลยที่ 2 เท่านั้น จะฟังเป็นยุติหาได้ไม่ ต้องฟังพยานหลักฐานอื่นในสำนวนด้วย แม้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยที่ 2 ข้อหาขับรถประมาทไปแล้ว ก็เป็นเหตุส่วนตัวของจำเลยที่ 2 หาได้ทำให้คดีของจำเลยที่ 1 เลิกกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 37 ไม่ และการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 2 ยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ก็มิได้ทำให้สิทธินำคดีนี้ซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวมาฟ้องระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.37 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.243 ประมวลกฎหมายอาญา ม.300 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.43 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.157

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔), ๑๕๗ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔), ๑๕๗ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๒ ปี ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน พะเยา ท - ๐๐๙๕ เฉี่ยวชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - ๓๔๗๗ พะเยา ซึ่งจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้ รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายและจำเลยที่ ๒ ได้รับอันตรายแก่กาย ? ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ ๒ ได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่นั้นโจทก์มีนายแพทย์ประพัฒน์ ชัชวรัตน์ เบิกความว่า จำเลยที่ ๒ ศีรษะแตกยาว ๓ เซนติเมตร รวม ๔ แผล กับกระดูกเข่าซ้ายแตกใช้เวลารักษาหายภายใน ๑ เดือนเป็นอย่างน้อยและตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ ๒ ว่า จำเลยที่ ๒ มีโอกาสหายเป็นปกติได้แต่ใช้เวลาหลายปี ซึ่งจำเลยที่ ๒ ก็เบิกความว่า ปัจจุบันจำเลยที่ ๒ ยังไม่หายดีเดินกระเผลก แสดงว่าจำเลยที่ ๒ ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและ จนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า ๒๐ วัน ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ระบุว่ารักษาประมาณ ๑ เดือนหาย ต้องฟังข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวนั้น เห็นว่า ข้อความดังกล่าวเป็นเพียง ความเห็นเบื้องต้นของนายแพทย์ประพัฒน์ผู้ตรวจรักษาจำเลยที่ ๒ เท่านั้น จะฟังเป็นยุติได้ไม่ ต้องฟังพยานหลักฐานอื่นในสำนวนด้วย ซึ่งศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วเชื่อว่าจำเลยที่ ๒ ได้รับอันตรายสาหัสป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า ๒๐ วัน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อต่อไปมีว่าคดีของจำเลยที่ ๑ เลิกกันตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๗ และสิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยที่ ๑ ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ หรือไม่ จำเลยที่ ๑ ฎีกาปัญหาข้อนี้ว่า พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยที่ ๒ ข้อหาขับรถประมาท ไปแล้ว จึงถือว่าคดีอาญาเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๗ และจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ ๒ เรื่องค่าเสียหายแล้ว สิทธินำคดีอาญาของโจทก์มาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ เห็นว่า แม้จะฟังว่าพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวจริง ก็เป็นเหตุส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ หาได้ทำให้คดีของจำเลยที่ ๑ เลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๗ ไม่ และการที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ ๒ ยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ ๒ ก็มิได้ทำให้สิทธินำคดีนี้ซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวมาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ แต่ประการใด พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ ๖,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่งโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ มีกำหนด ๒ ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจาก ที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ . ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1941/2544 พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา โจทก์ นายวิชาญ อินทรากูล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา · จำเลย - นายวิชาญ อินทรากูล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทองหล่อ โฉมงาม · วิรัช ลิ้มวิชัย · สุรพล เจียมจูไร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพะเยา - นายอนุรัตน์ ฤกษ์วิชานันท์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายธีระศักดิ์ จิระภาค
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 688/2467ฎีกา 185/2535ฎีกา 1656/2512ฎีกา 824/2535ฎีกา 19406/2555ฎีกา 1124/2496ฎีกา 4573/2528ฎีกา 1148/2534ฎีกา 2963/2535ฎีกา 1979/2521ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 1499/2531ฎีกา 7601/2540ฎีกา 801/2503ฎีกา 2936/2543ฎีกา 6505/2555ฎีกา 2234/2535ฎีกา 435/2535ฎีกา 2379/2565ฎีกา 4541/2550ฎีกา 2724/2519ฎีกา 413/2536ฎีกา 8404/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา