คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2390/2544
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ทนายโจทก์ทราบวันนัดสืบพยานโดยชอบแล้ว แต่มาถึงศาลล่าช้าเกินสมควรโดยไม่มีเหตุอันสมควร ถือว่าทนายโจทก์ไม่เอาใจใส่ต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล และไม่มีเหตุให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้
ย่อคำพิพากษา
ทนายโจทก์ทราบวันนัดสืบพยานโจทก์โดยชอบแล้วแต่มาถึงศาลชั้นต้นซึ่งเป็นเวลาอันเลยกำหนดนัดไปแล้วหนึ่งชั่วโมงครึ่งเนื่องจากรถยนต์ของทนายโจทก์มีเหตุขัดข้อง ทนายโจทก์สามารถจอดรถไว้ข้างทางแล้วรีบโทรศัพท์แจ้งศาลทราบทันที หรือมิฉะนั้นก็รีบเดินทางมาศาลด้วยรถยนต์รับจ้างได้ แต่ทนายโจทก์มิได้ดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าทนายโจทก์ไม่เอาใจใส่หรือเล็งเห็นถึงความสำคัญในเวลานัดของศาล กรณีไม่มีเหตุสมควรให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา ในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 31 สิงหาคม 2542เวลา 9 นาฬิกา ฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นได้รออยู่จนถึงเวลา 10.30 นาฬิกา จึงมีคำสั่งยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง(ที่ถูกมาตรา 166 วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 181)
โจทก์ยื่นคำร้องว่า ทนายโจทก์มีเหตุสมควรที่มาศาลตามกำหนดนัดไม่ได้ ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่
จำเลยทั้งสามไม่ยื่นคำคัดค้าน
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นจะยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ เห็นว่า การที่จะให้ศาลชั้นต้นยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณาใหม่ได้นั้นโจทก์จะต้องแถลงให้เห็นว่า มีเหตุสมควรที่มาศาลในวันนัดไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 181 คดีนี้ศาลชั้นต้นได้นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 31 สิงหาคม 2542 เวลา 9 นาฬิกา ซึ่งทนายโจทก์ได้ทราบวันเวลานัดดังกล่าวโดยชอบแล้ว แต่ทนายโจทก์ก็มิได้มาศาลตามกำหนดนัดโดยได้ความจากคำเบิกความของทนายโจทก์ในชั้นไต่สวนคำร้องว่าเหตุที่ทนายโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนั้น เนื่องจากในวันนัดทนายโจทก์เพิ่งออกจากบ้านพักที่อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรีเวลา 8 นาฬิกา และขณะที่ทนายโจทก์ขับรถยนต์เดินทางมาศาลชั้นต้นนั้น พบว่ายางล้อรถด้านหน้าแบน ทนายโจทก์จึงต้องขับรถช้า ๆ จนถึงสถานีบริการน้ำมัน แต่ไม่มีบริการปะยาง ทนายโจทก์จึงขับรถไปเติมลมยาง ขณะนั้นเป็นเวลาเกิน 9 นาฬิกาแล้ว ทนายโจทก์ได้ขับรถและเติมลมยางมาเรื่อยจนกระทั่งมาถึงศาลชั้นต้นเป็นเวลา10.50 นาฬิกา และทราบว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องโจทก์ไปแล้วเห็นว่า ขณะที่รถยนต์ของทนายโจทก์มีเหตุขัดข้องนั้น ทนายโจทก์สามารถจอดรถไว้ข้างทางแล้วรีบโทรศัพท์แจ้งศาลทราบทันที หรือมิฉะนั้นก็รีบเดินทางมาศาลด้วยรถยนต์รับจ้างได้ซึ่งตามเส้นทางที่ทนายโจทก์ขับรถยนต์ผ่านมา ทนายโจทก์เบิกความยอมรับว่ามีสภาพการจราจรหนาแน่น ไม่ใช่ที่เปลี่ยว ทนายโจทก์จึงน่าจะหาเครื่องโทรศัพท์หรือรถยนต์รับจ้างได้โดยง่าย แต่ทนายโจทก์ก็มิได้ดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใดคงปล่อยให้ศาลและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งรออยู่จนล่วงเลยเวลานัดไปถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกฟ้องโจทก์ พฤติการณ์ของทนายโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าทนายโจทก์ไม่เอาใจใส่หรือเล็งเห็นถึงความสำคัญในเวลานัดของศาลเลย เหตุขัดข้องของทนายโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องที่ทนายโจทก์จะยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัวหรือยกมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้ศาลชั้นต้นยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของโจทก์ จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2390/2544
บริษัทเงินทุนหลักธีรชัยทรัสต์ จำกัด โจทก์
บริษัทผลิตเหล็กไทยพัฒนา จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทเงินทุนหลักธีรชัยทรัสต์ จำกัด · จำเลย - บริษัทผลิตเหล็กไทยพัฒนา จำกัด (มหาชน) กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุรชาติ บุญศิริพันธ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ