⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7024/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7024/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การวางเงินต่อศาลเพื่อบรรเทาผลร้ายและให้ศาลใช้เป็นดุลพินิจในการลงโทษสถานเบา ย่อมถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะถอนเงินคืนหากผู้เสียหายยังประสงค์จะรับเงินนั้น ศาลจึงมีอำนาจสั่งเกี่ยวกับเงินดังกล่าวได้

ย่อคำพิพากษา

การวางเงินของจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อบรรเทาผลร้ายและจำเลยประสงค์ให้ศาลใช้เป็นดุลพินิจในการลงโทษจำเลยสถานเบา ซึ่งศาลชั้นต้นได้นำเรื่องดังกล่าวมาเป็นเหตุบรรเทาโทษให้จำเลย ทั้งการวางเงินเพื่อให้ผู้เสียหายมารับไปย่อมแสดงอยู่ในตัวแล้วว่า จำเลยจะไม่ถอนเงินดังกล่าวกลับไป หากผู้เสียหายยังประสงค์จะรับเงินนั้น การที่ครั้งแรก ผู้เสียหายยังไม่ยอมรับเงินเนื่องจากเห็นว่าเป็นจำนวนที่น้อยเกินไป มิใช่ผู้เสียหายไม่ประสงค์จะเรียกค่าเสียหายหรือไม่ประสงค์รับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเสียทีเดียว จำเลยไปขอรับเงินคืนภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจเรียกผู้เสียหายมาสอบถาม เมื่อผู้เสียหายแถลงว่าประสงค์จะรับเงินจำเลยจึงไม่อาจถอนเงินจำนวนดังกล่าวได้ จำเลยเป็นผู้ขอวางเงินชดใช้ค่าเสียหายต่อศาลชั้นต้นโดยประสงค์ให้ศาลใช้เป็นดุลพินิจในการวางโทษจำเลยสถานเบา การวางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายต่อศาล จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันโดยตรงกับคดี ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งเกี่ยวกับเงินจำนวนดังกล่าวได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.40 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.135 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.136 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.331 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.333 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.334 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.335

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ , ๓๐๐ , ๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ. ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๔๓ , ๑๕๗ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ. ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖ , ๑๗ , ๖๐ , ๖๕ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ. ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔ , ๗ , ๑๑ , ๓๙ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ลงโทษฐานขับรถเมื่อใบอนุญาตขับรถสิ้นอายุ ปรับ ๑,๐๐๐ บาท ฐานใช้รถ ที่ยังมิได้เสียภาษีประจำปี ปรับ ๑,๐๐๐ บาท ฐานไม่แจ้งการโอนรถ ปรับ ๑,๐๐๐ บาท ฐานใช้รถที่มิได้จัดให้มีการประกันความเสียหาย ปรับ ๕,๐๐๐ บาท และฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส ให้ลงโทษฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก ๒ ปี รวมจำคุก ๒ ปี ปรับ ๘,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ ปี ปรับ ๔,๐๐๐ บาท พิเคราะห์ พฤติการณ์แห่งคดีและรายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วเห็นว่า จำเลยขับรถขณะเมาสุราและด้วยความเร็วสูง อันเป็นความประมาทร้ายแรง แม้จำเลยจะบรรเทาผลร้ายโดยนำเงินมาวางศาลเพื่อให้ผู้เสียหายรับไป ก็ไม่มีเหตุพอ ที่จะรอ การลงโทษให้ แต่ศาลได้นำมาประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษแล้ว ต่อมาภายหลังคำพิพากษาศาลชั้นต้นถึงที่สุดจำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้นำเงินค่าเสียหายจำนวน ๑๖๐,๐๐๐ บาท มาวางศาลเพื่อให้ผู้เสียหายในคดีนี้มาขอรับไป แต่ผู้เสียหายปฏิเสธไม่ยอมรับเงิน จำเลยจึงขอรับเงินดังกล่าวคืน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้หมายนัดผู้เสียหายมาสอบถามก่อนโดยไม่คืนเงินค่าเสียหาย ๑๖๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ก่อนส่งสำนวนมาศาลอุทธรณ์ ในวันที่ศาลชั้นต้นนัดสอบถาม ผู้เสียหายแถลงประสงค์จะรับเงินจำนวน ดังกล่าว และต่อมาได้ยื่นคำแถลงขอรับเงินแล้ว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะสั่งคืนเงินจำนวน ๑๖๐,๐๐๐ บาท ที่จำเลยวางไว้ต่อศาลชั้นต้นก่อนมีคำพิพากษาให้จำเลยหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส ฯลฯ จำเลยให้การรับสารภาพและแถลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน ๑๖๐,๐๐๐ บาท โดยได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ผู้เสียหายมารับไปตามคำร้องของจำเลยลงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๒ เห็นว่า การวางเงินดังกล่าวของจำเลยต่อศาลชั้นต้น เพื่อบรรเทาผลร้ายจากการกระทำความผิดของจำเลยและจำเลยยังประสงค์ให้ศาลใช้เป็นดุลพินิจในการลงโทษจำเลยสถานเบาด้วยซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้นำเรื่องดังกล่าวมาเป็นเหตุบรรเทาโทษให้จำเลยแล้ว ทั้งวางเงินเพื่อให้ผู้เสียหายมารับไปย่อมแสดงอยู่ในตัวแล้วว่า จำเลยจะไม่ถอนเงินดังกล่าวกลับไป หากผู้เสียหายยังประสงค์จะรับเงินนั้น การที่ครั้งแรกผู้เสียหาย ยังไม่ยอมรับเงินที่จำเลยนำมาวางในคดีนี้ก็เนื่องจากเห็นว่าเป็นจำนวนที่น้อยเกินไป มิใช่ผู้เสียหายไม่ประสงค์จะเรียก ค่าเสียหายหรือไม่ประสงค์รับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเสียทีเดียว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจเรียกผู้เสียหายไปสอบถามเมื่อจำเลยไปขอรับเงินคืนภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วว่าผู้เสียหายประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าวหรือไม่ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นเรียกผู้เสียหายไปสอบถาม ผู้เสียหายก็แถลงว่าประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าว จำเลยจึงไม่อาจ ถอนเงินจำนวนดังกล่าวได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏเรื่องจำนวน ๑๖๐,๐๐๐บาท ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจสั่งในเรื่องนี้ นั้น เห็นว่า แม้คดีนี้เป็นคดีอาญาและโจทก์มิได้บรรยายฟ้องหรือมีคำขอเกี่ยวกับเงินค่าเสียหายจำนวน ๑๖๐,๐๐๐ บาท ก็ตาม แต่จำเลยเป็นผู้ขอวางเงินชดใช้ค่าเสียหายต่อศาลชั้นต้นโดยประสงค์ให้ศาลใช้เป็นดุลพินิจในการวางโทษจำเลยสถานเบา การวางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายต่อศาล จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันโดยตรงกับคดีศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งเกี่ยวกับเงินจำนวนดังกล่าวได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7024/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายเพชร ธนสุวรรณรัตน์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายเพชร ธนสุวรรณรัตน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรพล เจียมจูไร · ปราโมทย์ ชพานนท์ · ประชา ประสงค์จรรยา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญาธนบุรี - นายเจียม เสาวภา · ศาลอุทธรณ์ - นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2137/2547ฎีกา 8099/2559ฎีกา 5246/2548ฎีกา 6299/2534ฎีกา 1610/2539ฎีกา 4810/2542ฎีกา 2480/2538ฎีกา 4715/2542ฎีกา 7083/2538ฎีกา 99/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1992/2530ฎีกา 2186/2550ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา