คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7305/2544
ป.วิ.แพ่ง ม.248
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หนี้แต่ละรายที่มีมูลความแห่งคดีแยกออกจากกันได้ ให้พิจารณาทุนทรัพย์ของหนี้แต่ละรายเพื่อวินิจฉัยว่าต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่
ย่อคำพิพากษา
แม้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาเป็นเงิน 216,326 บาทแต่มูลหนี้ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลยแยกออกตามฟ้องเป็น 3 จำนวน คือ หนี้ตามสัญญาเช่ารถชุดเกรดถนนจำนวน 31,125 บาท หนี้ตามสัญญาซื้อขายหินคลุกจำนวน72,720 บาท และหนี้ตามสัญญาจ้างทำของค่าราดยางถนนจำนวน 112,481 บาท หนี้ตามสัญญาเช่าทรัพย์ หนี้ตามสัญญาซื้อขายและหนี้ตามสัญญาจ้างทำของตามฟ้องฎีกาของจำเลยต่างเป็นหนี้คนละรายโดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันมูลความแห่งคดีของหนี้ทั้งสามรายจึงสามารถแยกออกจากกันได้ดังนั้น ทุนทรัพย์ในคดีที่จะนำมาพิจารณาว่าต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ จึงต้องแยกตามสัญญาเป็นคนละส่วนกันเมื่อปรากฏว่ามูลหนี้ที่พิพาทกันแต่ละสัญญามีจำนวนไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 →
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 1,181,673 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน1,157,182 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินจำนวน 585,310 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 มิถุนายน2539 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง(วันที่ 13 กันยายน 2539) ต้องไม่เกิน 24,491 บาท
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้เงินจำนวน534,810 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24มิถุนายน 2539 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยจะระบุมาในฎีกาว่าคดีจำเลยมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเป็นเงิน 216,326 บาทแต่มูลหนี้ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลย จำเลยก็ได้แยกออกตามฟ้องเป็น 3 จำนวน คือ หนี้ตามสัญญาเช่ารถชุดเกรดถนนจำนวน31,125 บาท หนี้ตามสัญญาซื้อขายหินคลุกจำนวน 72,720 บาทและหนี้ตามสัญญาจ้างทำของค่าราดยางถนนจำนวน 112,481 บาทหนี้ตามสัญญาเช่าทรัพย์ หนี้ตามสัญญาซื้อขายและหนี้ตามสัญญาจ้างทำของตามฟ้องฎีกาของจำเลย ต่างเป็นหนี้คนละรายโดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน มูลความแห่งคดีของหนี้ทั้งสามรายจึงสามารถแยกออกจากกันได้ ดังนั้น ทุนทรัพย์ในคดีที่จะนำมาพิจารณาว่า ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ จึงต้องแยกออกตามสัญญาเช่าทรัพย์สัญญาซื้อขายและสัญญาจ้างทำของเป็นคนละส่วนกัน เมื่อปรากฏว่ามูลหนี้ที่พิพาทกันแต่ละสัญญามีจำนวนไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาโต้เถียงว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่น่าเชื่อถือ และไม่น่ารับฟังว่าจำเลยตกลงเช่ารถชุดเกรดถนนจากโจทก์เป็นเงินวันละ 18,000 บาท ก็ดี พื้นที่ถนนที่จำเลยว่าจ้างให้โจทก์ราดยางมิได้มากตามที่โจทก์นำสืบก็ดี และจำเลยมิได้ซื้อหินคลุกตามฟ้องจากโจทก์ แต่โจทก์เป็นเพียงตัวแทนซื้อหินคลุกให้จำเลยก็ดีล้วนแต่เป็นฎีกาที่โต้เถียงดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทั้งสิ้น จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"
พิพากษายกฎีกาของจำเลย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7305/2544
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก.พาณิชย์การโยธา โจทก์
นาย สุชาติ ธนาพรสังสุทธิ์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก.พาณิชย์การโยธา · จำเลย - นาย สุชาติ ธนาพรสังสุทธิ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุรชาติ บุญศิริพันธ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ