⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7795/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7795/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
จำเลยที่ถูกฟ้องในคดีที่เกี่ยวกับเอกสารที่อ้างว่าปลอม ย่อมมีสิทธิขอตรวจพิสูจน์ความถูกต้องแท้จริงของเอกสารนั้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเรียกบุคคลอื่นที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในขณะทำสัญญามาเป็นพยาน

ย่อคำพิพากษา

ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยมิได้มีส่วนใดเกี่ยวพันไปถึงงานในหน้าที่ของผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ถูกปิดกิจการและกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าควบคุมกิจการของโจทก์ ในช่วงนี้หากจะมีการโอนสิทธิเรียกร้องตามตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 ให้แก่กองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงิน กรณีดังกล่าวก็เป็นเพียงขั้นตอนและวิธีการในการเข้าควบคุมกิจการของโจทก์ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนผู้มีธุรกรรมกับโจทก์โดยทั่วไป จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การต่อสู้คดีว่าตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมสามารถขอตรวจพิสูจน์ความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าวได้อยู่แล้ว หามีความจำเป็นต้องขอหมายเรียกผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินมาเป็นพยานไม่ การทำสัญญาผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่สินเชื่อกับจำเลยทั้งสาม ในชั้นพิจารณาโจทก์ก็ได้นำเจ้าหน้าที่สินเชื่อผู้มีหน้าที่และรู้เห็นในการทำสัญญากับจำเลยทั้งสามมาเบิกความเป็นพยานแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมสามารถซักค้านได้อย่างเต็มที่ผู้จัดการเฉพาะกิจบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) เพิ่งได้รับแต่งตั้งหลังจากทางราชการได้เข้าควบคุมกิจการของโจทก์ และเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อ้างว่าจำเป็นต้องขอระบุพยานเพิ่มเติม เพราะศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขอหมายเรียกผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินมาเป็นพยานนั้น ผู้จัดการเฉพาะกิจบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) และผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินมีอำนาจและบทบาทในแต่ละองค์กรแยกต่างหากจากกัน หน้าที่ของแต่ละคนคงมีอยู่เฉพาะในองค์กรที่ตนรับผิดชอบเท่านั้น กรณีดังกล่าวย่อมไม่สามารถนำคำเบิกความของแต่ละคนมาทดแทนกันได้ ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ระบุพยานเพิ่มเติมชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.88 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.95

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยร่วมกันชำระต้นเงินจำนวน18,154,576.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 40 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ระหว่างพิจารณาสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 3 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย มาเบิกความเป็นพยานศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่สมควรให้หมายเรียก ยกคำขอ ต่อมาวันที่ 30เมษายน 2541 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอระบุผู้จัดการเฉพาะกิจบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) ในบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุสมควร จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินจำนวน18,154,576.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาชั้นฎีกาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขอหมายเรียกผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย มาเป็นพยานจำเลยที่ 1 และที่ 3 และคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ระบุอ้างผู้จัดการเฉพาะกิจบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน)เป็นพยานเพิ่มเติมของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามฐานผิดสัญญากู้เงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน ค้ำประกันและจำนำจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การต่อสู้คดีมีสาระสำคัญว่า กระทรวงการคลังได้มีคำสั่งปิดกิจการโจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเงินกู้สินเชื่อหมุนเวียนกับโจทก์และสามารถใช้เงินตามจำนวนที่กำหนดได้ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นลายมือชื่อปลอม จำเลยที่ 1ไม่มีหนี้สินค้างชำระกับโจทก์ จำเลยที่ 3 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันลายมือชื่อจำเลยที่ 3 ในสัญญาค้ำประกันเป็นลายมือชื่อปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิด ตามคำฟ้องและคำให้การจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าวมิได้มีส่วนใดเกี่ยวพันไปถึงงานในหน้าที่ของผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินแต่อย่างใด การทำสัญญาผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามเป็นเรื่องของพนักงานฝ่ายสินเชื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสาม ผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เมื่อโจทก์ถูกปิดกิจการและกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าควบคุมกิจการของโจทก์ ในช่วงนี้หากจะมีการโอนสิทธิเรียกร้องตามตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 ให้แก่กองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา กรณีดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนและวิธีการในการเข้าควบคุมกิจการของโจทก์ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนผู้มีธุรกรรมกับโจทก์โดยทั่วไปจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การต่อสู้คดีว่าตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมสามารถขอตรวจพิสูจน์ความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าวได้อยู่แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 หามีความจำเป็นต้องขอหมายเรียกผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินมาเป็นพยานฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขอระบุพยานเพิ่มเติมอ้างผู้จัดการเฉพาะกิจบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) มาเป็นพยานจำเลยที่ 1 และที่ 3 นั้น เห็นว่า การทำสัญญาผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่สินเชื่อกับจำเลยทั้งสาม ในชั้นพิจารณาโจทก์ก็ได้นำเจ้าหน้าที่สินเชื่อผู้มีหน้าที่และรู้เห็นในการทำสัญญากับจำเลยทั้งสามมาเบิกความเป็นพยานแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมสามารถซักค้านได้อย่างเต็มที่ ผู้จัดการเฉพาะกิจเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) เพิ่งได้รับแต่งตั้งหลังจากทางราชการได้เข้าควบคุมกิจการของโจทก์ และเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อ้างว่าจำเป็นต้องขอระบุพยานเพิ่มเติมเพราะศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขอหมายเรียกผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินมาเป็นพยานนั้น เห็นว่า ผู้จัดการเฉพาะกิจบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด(มหาชน) และผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินมีอำนาจและบทบาทในแต่ละองค์กรแยกต่างหากจากกัน หน้าที่ของแต่ละคนคงมีอยู่เฉพาะในองค์กรที่ตนรับผิดชอบเท่านั้น กรณีดังกล่าวย่อมไม่สามารถนำคำเบิกความของแต่ละคนมาทดแทนกันได้ ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ระบุพยานเพิ่มเติมชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7795/2544 บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน โจทก์ บริษัท โรงงานทอผ้าไทยรุ่งเรือง จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน · จำเลย - บริษัท โรงงานทอผ้าไทยรุ่งเรือง จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิรัช ลิ้มวิชัย · วิเทพ ศิริพากย์ · สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2032/2542ฎีกา 2076/2542ฎีกา 3007/2525ฎีกา 2500/2548ฎีกา 3428/2530ฎีกา 2501/2526ฎีกา 1368/2510ฎีกา 884/2497ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 269/2520ฎีกา 421/2532ฎีกา 4549/2540ฎีกา 536/2536ฎีกา 280/2505ฎีกา 7937/2538ฎีกา 9117/2539ฎีกา 4036-4037/2530ฎีกา 5647/2537ฎีกา 6880/2538ฎีกา 9134/2551ฎีกา 1234/2508ฎีกา 6455/2538ฎีกา 1166/2491ฎีกา 1275/2482
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ