⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8660/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8660/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฎีกาในข้อเท็จจริงจะกระทำได้เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกามีจำนวนตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าสินค้าที่ซื้อไปจากโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินที่ยังค้างชำระจำนวน 423,933.50 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยฎีกาแต่เพียงว่าจำเลยค้างชำระอยู่ 353,333.50 บาท เท่านั้น คดีของจำเลยจึงมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเพียง 70,600 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 606,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 588,243 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 453,933.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน 18,382 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์423,933.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าสินค้าที่ซื้อไปจากโจทก์หลายคราวพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน606,625 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์เป็นเงิน 583,458.50 บาท แล้วชำระราคาเพียง 159,525 บาท คงค้างชำระอยู่จำนวน 423,933.50 บาท จึงพิพากษาให้จำเลยชำระเงินที่ยังค้างชำระจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยฎีกาแต่เพียงว่าจำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้วเป็นเงิน 230,125 บาท มิใช่ชำระเพียง129,525 บาท (ที่ถูกต้อง 159,525 บาท) จำเลยจึงค้างชำระอยู่ 353,333.50 บาท นั้น คดีของจำเลยจึงมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเพียง 70,600 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งจำเลยฎีกาว่า ทางนำสืบของจำเลยมีน้ำหนักน่ารับฟังว่า จำเลยได้ชำระค่าสินค้าแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 230,125 บาท เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 453,933.50 บาท จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยคงค้างชำระหนี้โจทก์เพียง353,333.50 บาท ดังนั้นทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงมีเพียง100,600 บาท ซึ่งจำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 2,515 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ 606,625 บาท เป็นเงิน15,165 บาท จึงไม่ถูกต้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมาแก่จำเลย" พิพากษายกฎีกาจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8660/2544 ห้างหุ้นส่วนจำกัด หน้า วค. ค้าวัสดุก่อสร้าง โจทก์ นาย สุวิจักษณ์ เสนาะกลาง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัด หน้า วค. ค้าวัสดุก่อสร้าง · จำเลย - นาย สุวิจักษณ์ เสนาะกลาง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชาย พงษธา · ประสพสุข บุญเดช · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 746-750/2538ฎีกา 506/2507ฎีกา 44/2539ฎีกา 1645/2499ฎีกา 606/2489ฎีกา 909/2490ฎีกา 840/2537ฎีกา 2540/2539ฎีกา 3269/2537ฎีกา 1478/2523ฎีกา 5369/2537ฎีกา 2596/2544ฎีกา 1537/2482ฎีกา 2073/2538ฎีกา 9686/2539ฎีกา 38/2549ฎีกา 1533/2519ฎีกา 1056/2492ฎีกา 943/2520ฎีกา 1203/2549ฎีกา 401/2481ฎีกา 3552/2539ฎีกา 2662/2538ฎีกา 7578/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ