⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9590/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9590/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าพนักงานมีอำนาจจับกุมผู้กระทำความผิดซึ่งหน้า และมีอำนาจใช้วิธีการหรือความป้องกันเท่าที่จำเป็นแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับกุม แต่จะทำร้ายผู้ถูกจับเกินกว่าเหตุไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เมาสุราส่งเสียงดัง เดินเตะเก้าอี้และพูดจาระรานจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ทั้งขณะที่อยู่ในร้านอาหารและขณะเดินกลับออกจากร้านเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 378 จำเลยทั้งสามจึงมีอำนาจจับกุมโจทก์ โจทก์ดิ้นรนขัดขืนไม่ยอมให้จับกุมโดยดี จึงเป็นมูลความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ได้ การที่จำเลยทั้งสามแจ้งต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีต่อโจทก์ในข้อหาเสพสุราจนเป็นเหตุให้เมาประพฤติวุ่นวายในสาธารณสถานและต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงาน จึงมิใช่การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หรือหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้โจทก์ปราศจากเสรีภาพในร่างกายอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 และมาตรา 310 แต่ในการจับกุมโจทก์ซึ่งอยู่ในสภาพเมามายครองสติไม่ได้และโจทก์ขัดขวางการจับกุม จำเลยทั้งสามมีอำนาจใช้วิธีหรือความป้องกันทั้งหลายเท่าที่เหมาะแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับกุมซึ่งจำเลยทั้งสามควรใช้วิธีการจับตัวและจับมือโจทก์เพื่อใส่เครื่องพันธนาการไม่ให้หลบหนีเท่านั้น จำเลยที่ 1 หาได้มีอำนาจที่จะชกต่อยทำร้าย ร่างกายโจทก์ไม่ การที่โจทก์ได้รับบาดเจ็บโดยมีบาดแผลบวมที่โหนกแก้มขวาและตามัว ซึ่งเกิดจากการที่ถูกจำเลยที่ 1 ชกในขณะจับกุมการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญาทหาร ม.157 ประมวลกฎหมายอาญาทหาร ม.310 ประมวลกฎหมายอาญาทหาร ม.378 ประมวลกฎหมายอาญาทหาร ม.391

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๐, ๙๑, ๑๕๗, ๒๙๕ และ ๓๑๐ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๓๑๐ วรรคหนึ่ง, ๓๙๑ ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ จำคุกคนละ ๑ ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว น่าเชื่อคำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสามว่าโจทก์เมาสุราส่งเสียงดัง เดินเตะเก้าอี้และ พูดจาระรานจำเลยที่ ๑ ทั้งที่อยู่ในร้านและขณะเดินกลับออกจากร้านจึงถูกจำเลยทั้งสามจับกุมตัวไว้ การที่โจทก์เสพสุราจนเมาและกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๘ จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงมีอำนาจจับกุมโจทก์ได้ และปรากฏว่าเหตุดังกล่าวทำให้โจทก์ถูกพนักงานอัยการฟ้องคดีอาญาและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษในข้อหาความผิดฐานเสพสุราจนเป็นเหตุให้เมาประพฤติวุ่นวายในสาธารณสถานปรับ ๔๐๐ ในการ จับกุมโจทก์ซึ่งอยู่ในอาการเมาสุรานั้น น่าเชื่อตามคำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสามว่าโจทก์ดิ้นรนขัดขืนไม่ยอมให้จับกุมโดยดี จึงเป็นมูลความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ได้ ฉะนั้นการที่จำเลยทั้งสามแจ้งต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีต่อโจทก์ในข้อหาเสพสุราจนเป็นเหตุให้เมาประพฤติวุ่นวายในสาธารณสถานและต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงานตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.๑ จึงมิใช่การปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หรือหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้โจทก์ปราศจากเสรีภาพในร่างกายอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๓๑๐ แต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ดี ในการที่จำเลยทั้งสามจับกุมโจทก์ซึ่งอยู่ในสภาพเมามายครองสติไม่ได้แต่ขัดขวางการจับกุมนั้น จำเลยทั้งสามมีอำนาจใช้วิธีหรือ ความป้องกันทั้งหลายเท่าที่เหมาะแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับกุม ซึ่งในพฤติการณ์เช่นนี้ จำเลยทั้งสามควรใช้วิธีการจับตัวและจับมือโจทก์เพื่อใส่เครื่องพันธนาการไม่ให้หลบหนีเท่านั้น จำเลยที่ ๑ หาได้มีอำนาจที่จะชกต่อยทำร้ายร่างกายโจทก์ไม่ การที่โจทก์ได้รับบาดเจ็บจากการจับกุมของจำเลยที่ ๑ โดยมีบาดแผลบวมที่โหนกแก้มขวาและตามัวปรากฏตามสำเนาบัตรบันทึกการตรวจผู้ป่วยเอกสารหมาย จ.๕ ซึ่งจำเลยที่ ๑ นำสืบอ้างว่า ในขณะเข้าจับกุมโจทก์ จำเลยที่ ๑ ได้ล็อกคอโจทก์ทางด้านหลังและจับมือโจทก์ให้จำเลยที่ ๓ ใส่กุญแจมือ แต่โจทก์ยืนไม่อยู่ได้ล้มลงไปกับ พื้นเองนั้น เห็นว่า หากกรณีเป็นไปตามที่จำเลยที่ ๑ นำสืบ โจทก์ก็คงจะไม่ได้รับบาดเจ็บโดยมีบาดแผลดังที่ปรากฏอยู่ภาพถ่ายหมาย จ.๒ จ.๓ และสำเนาบัตรบันทึกการตรวจผู้ป่วยเอกสารหมาย จ.๕ เชื่อว่าบาดแผลของโจทก์ดังกล่าวเกิดจากการที่ถูกจำเลยที่ ๑ ชกในขณะจับกุมนั่นเอง การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นั้น ไม่ได้ความว่าได้ร่วมชกต่อยโจทก์ เพียงแต่ช่วยจำเลยที่ ๑ จับกุมโจทก์ตามอำนาจหน้าที่เท่านั้น จึงไม่มีความผิดในฐานนี้แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดเป็น เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ความผิดต่อเสรีภาพและความผิดฐานทำร้ายร่างกายโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ ๑ มีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือ จิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑ ปรับ ๑,๐๐๐ บาท ข้อหาอื่นให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9590/2544 นายมงคล พิทยาพล โจทก์ ร้อยตำรวจเอกนิรันดร์ สัตยารังสรรค์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายมงคล พิทยาพล · จำเลย - ร้อยตำรวจเอกนิรันดร์ สัตยารังสรรค์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประสพสุข บุญเดช · สมชาย พงษธา · จรัส พวงมณี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดศรีษะเกษ - นายสุธีร์ ไทยจินดา · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6635/2551ฎีกา 699/2502ฎีกา 845/2487ฎีกา 2745/2524ฎีกา 644/2464ฎีกา 8764/2554ฎีกา 1328/2544ฎีกา 738/2491ฎีกา 1041/2506ฎีกา 1087/2492ฎีกา 13199/2557ฎีกา 1461/2522ฎีกา 6421/2544ฎีกา 1549/2525ฎีกา 843/2484ฎีกา 698/2516ฎีกา 1164/2546ฎีกา 241-242/2504ฎีกา 427/2525ฎีกา 1530/2482ฎีกา 387/2512ฎีกา 278-279/2525ฎีกา 621-622/2490ฎีกา 6397/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา