⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1357/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1357/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมหรือกรรมเดียวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา.

ย่อคำพิพากษา

ปัญหาว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมหรือเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางพานางสาว ส. ผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายไปยังที่เกิดเหตุ ห่างบ้านผู้เสียหายประมาณ 500 เมตร เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุผู้เสียหายกระโดดลงจากรถ จำเลยเข้ามาชกท้อง 1 ที แล้วฉุดเข้าไปในป่า กอดปล้ำ จูบซอกคอ และบอกผู้เสียหายว่าให้ยอมพี่เถอะ ผู้เสียหายบอกว่าไม่ยอม จำเลยจึงจับศีรษะผู้เสียหายโขกตอไม้ที่พื้น กดศีรษะลงพื้น และนำมีดปลายแหลมออกมาขู่สั่งให้ผู้เสียหายถอดกางเกง ผู้เสียหายหลอกให้จำเลยปล่อยแล้วผู้เสียหายวิ่งหนีออกจากที่เกิดเหตุ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ฐานกระทำอนาจาร และฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และความผิดฐานกระทำอนาจารกับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจาร จำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกัน ซึ่งตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อจะกระทำชำเราผู้เสียหายเท่านั้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ฐานกระทำอนาจาร และฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารดังกล่าว จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อพาผู้เสียหายไปยังที่เกิดเหตุแล้วกระทำผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ฐานกระทำอนาจาร และฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นเพียงพาหนะที่ใช้พาไปยังที่เกิดเหตุ ไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดโดยตรง จึงไม่อาจริบได้ แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ก็เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.278 ประมวลกฎหมายอาญา ม.284 ประมวลกฎหมายอาญา ม.295

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘, ๒๘๔, ๒๙๕, ๙๑, ๓๓ ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘, ๒๘๔ วรรคแรก, ๒๙๕ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานกระทำอนาจาร และทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๑ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๒ ปี ฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ให้ลงโทษจำคุก ๒ ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๒ ให้ลงโทษจำคุก ๒ เดือน รวมให้ลงโทษ จำคุก ๔ ปี ๒ เดือน ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางพาผู้เสียหายที่ ๑ นั่งซ้อนท้ายไปยังที่เกิดเหตุห่างบ้านผู้เสียหายที่ ๑ ประมาณ ๕๐๐ เมตร ต่อมาจำเลยหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุโดยทิ้งรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ หลังเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสองกับมารดาผู้เสียหายที่ ๑ และ ส. เบิกความได้ความว่า เมื่อจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ ๑ ไปยังที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ ๑ กระโดดลงจากรถ จำเลยเข้ามาชกท้อง ๑ ที แล้วฉุดเข้าไปในป่า กอดปล้ำ จูบซอกคอ และบอกผู้เสียหายที่ ๑ ว่าให้ยอมพี่เถอะ ผู้เสียหายที่ ๑ บอกว่าไม่ยอม จำเลยจึงจับศีรษะผู้เสียหายที่ ๑ โขกตอไม้ที่พื้น กดศีรษะลงพื้น และนำมีดปลายแหลมออกมาขู่สั่งให้ผู้เสียหายที่ ๑ ถอดกางเกง ผู้เสียหายที่ ๑ หลอกให้จำเลยปล่อยก่อน เมื่อจำเลยปล่อย ผู้เสียหายที่ ๑ จึงวิ่งหนีออกจากที่เกิดเหตุ ต่อมาผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งได้ยินเสียงผู้เสียหายที่ ๑ ร้องเรียกให้ช่วยแล้วติดตามไปยังที่เกิดเหตุพบจำเลยกำลังออกจากที่เกิดเหตุ จึงสอบถามจำเลยถึงผู้เสียหายที่ ๑ จำเลยกลับชักมีดออกมาแทง ผู้เสียหายที่ ๒ ผู้เสียหายที่ ๒ ใช้มือซ้ายปัดจึงถูกใบมีดที่ฝ่ามือได้รับอันตรายแก่กาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์ของกลางได้จากที่เกิดเหตุ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความถึงเหตุการณ์ได้ต่อเนื่องกัน เมื่อประกอบกับโจทก์มีแพทย์ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลของผู้เสียหายทั้งสองมาเบิกความประกอบว่า ผู้เสียหายที่ ๑ มีรอยขีดข่วนบริเวณน่องซ้ายคล้ายถูกหญ้าบาด และบริเวณศีรษะด้านหลังมีลักษณะบวมโน ซึ่งน่าจะเกิดจากการกระแทกของแข็งไม่มีคม ส่วนผู้เสียหายที่ ๒ มีบาดแผลถูกของมีคมตัดผ่าน อีกทั้งยังปรากฏว่าจำเลยหลบหนีไปโดยทิ้งรถจักรยานยนต์ของจำเลยไว้ที่ที่เกิดเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลาง ทำให้เหตุการณ์ตามคำพยานโจทก์ ดังกล่าวสอดคล้องสมเหตุผลมีน้ำหนักรับฟังได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยโดยตามความผิดฐานกระทำอนาจารกับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๑ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ชอบแล้ว แต่ความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารนั้น จำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกัน ซึ่งตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อจะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๑ เท่านั้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่เป็นความผิดหลายกรรมดังศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ปัญหาว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมหรือเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อพาผู้เสียหายที่ ๑ ไปยังที่เกิดเหตุแล้วกระทำผิดคดีนี้ รถจักรยานยนต์ของกลางย่อมเป็นเพียงพาหนะที่ใช้พาไปยังที่เกิดเหตุไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดโดยตรง จึงไม่อาจริบได้ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้แต่ก็เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เช่นกัน พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๑ ฐานกระทำอนาจาร และฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้จำคุก ๑ ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานทำร้ายร่างกายแล้ว เป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด ๑ ปี ๒ เดือน และไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1357/2545 พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ โจทก์ นายชุมพลหรือพล เพ็งศรี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ · จำเลย - นายชุมพลหรือพล เพ็งศรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โนรี จันทร์ทร · พินิจ เพชรรุ่ง · ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชัยภูมิ - นายสุวัชร อุษณาวัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสถิตย์ ไพเราะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 789/2480ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 531/2510ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1666/2521ฎีกา 2813/2566ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 18654/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา