⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4312/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4312/2545

ป.พ.พ. ม.164 · ป.วิ.แพ่ง ม.248

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกู้ยืมเงินที่ไม่มีกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ ให้ใช้อายุความ 10 ปี โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป

ย่อคำพิพากษา

การกู้ยืมเงินกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม (มาตรา 193/30 ที่แก้ไขใหม่) และตามมาตรา 169 เดิม (มาตรา 193/12 ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป?" เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตั้งแต่งวดแรก คือ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2527 จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดและประพฤติผิดสัญญากู้เงิน โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดได้ทันทีตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2527 โดยไม่จำต้องรอให้ครบกำหนดชำระต้นเงินคืน อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2538 นับจากวันที่ 1 ธันวาคม 2527 ถึงวันฟ้องเกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.164

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.164 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโจทก์ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี โดยจำเลยที่ ๑ รับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว ในการกู้ยืมเงินดังกล่าวมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากกู้ยืมเงินไปแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่เคยชำระทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ย นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่เคยกู้ยืมเงินและไม่เคยทำสัญญากู้กับโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ ๒ ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ ๒ ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๒ ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีจำเลยที่ ๒ ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๔๙,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่คำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๓๙) (ที่ถูกคือ วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๓๘) ไม่เกิน ๑๘,๓๗๕ บาท กับให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ (ปัจจุบันคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ) พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และฎีการวม ๒,๘๐๐ บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง จำเลยที่ ๑ ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ วินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๗ จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน ๔๙,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตกลงชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ทุกเดือน กำหนดชำระเงินคืนภายในวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๘ หลังจากกู้ยืมเงินแล้วจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ย โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๓๘ ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การกู้ยืมเงินมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔ (เดิม) (มาตรา ๑๙๓/๓๐ ที่แก้ไขใหม่) และตามมาตรา ๑๖๙ (เดิม) (มาตรา ๑๙๓/๑๒ ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป?" ตามสัญญาเงินกู้กำหนดให้จำเลยที่ ๑ จะต้องชำระดอกเบี้ยให้โจทก์เดือนแรกภายในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๗ การที่จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์เลย จึงเป็นการผิดสัญญา ซึ่งสัญญากู้เงินข้อ ๖ ระบุว่า โจทก์ฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยได้ ถือได้ว่าระยะเวลาซึ่งโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๒๗ เป็นต้นไป โดยไม่จำต้องรอจนครบกำหนดชำระเงินคืนตามสัญญา อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๓๘ อายุความนั้นเกิน ๑๐ ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4312/2545 นางบุญชุม กาละ โจทก์ นายมนัส พลมั่น ที่ 1 นางออน พลมั่น ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางบุญชุม กาละ · 1 - นายมนัส พลมั่น ที่ · จำเลย - นางออน พลมั่น ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุมิตร สุภาดุลย์ · ไพศาล เจริญวุฒิ · สมชัย เกษชุมพล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดตาก - นายวัชรินทร์ สงห้อง · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายสถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5302/2548ฎีกา 1015/2509ฎีกา 824/2519ฎีกา 3314/2549ฎีกา 1590/2513ฎีกา 4015/2528ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 1229/2545ฎีกา 4082/2530ฎีกา 2812/2539ฎีกา 3231/2557ฎีกา 13566/2558ฎีกา 1030/2509ฎีกา 817/2490ฎีกา 1339/2543ฎีกา 8732/2549ฎีกา 2186/2550ฎีกา 891/2510ฎีกา 1055/2492ฎีกา 2093/2532ฎีกา 1882/2518ฎีกา 825/2509ฎีกา 1531/2526ฎีกา 5654/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา