⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5218/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5218/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การจำนองย่อมติดไปกับทรัพย์สินที่จำนอง แม้ทรัพย์สินนั้นจะตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลภายนอกโดยการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลก็ตาม ผู้รับจำนองย่อมมีสิทธิบังคับจำนองได้

ย่อคำพิพากษา

แม้ ด. ซื้อที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตและได้โอนขายให้แก่ผู้ร้องโดยสุจริต แต่สิทธิของ ด. และผู้ร้องได้มาภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองต่อโจทก์ไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การจำนองจึงยังคงมีอยู่ไม่ระงับสิ้นไป โจทก์มีสิทธิจะบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินพิพาทของผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 และมาตรา 702 วรรคสอง การที่ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาภายหลังจากที่โจทก์ได้รับจำนองไว้แล้ว แม้จะได้มาโดยสุจริตและได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330แต่ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่เดิมเสียไป ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.702 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.744 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1330

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์280,672.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตราจองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 292 ซึ่งมีที่ตั้งและจำนวนเนื้อที่ทับกันกับที่ดินตราจองที่โจทก์นำยึด ผู้ร้องยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่ง ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์ (ที่ถูกศาลอุทธรณ์ภาค 2) มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ร้องมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 292 และผู้ร้องขอออกโฉนดที่ดินแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 20552 ตำบลดงตะขบ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์ให้การว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์เนื่องจากคำพิพากษาคดีแพ่งที่ผู้ร้องกล่าวอ้างผูกพันเฉพาะคู่ความเท่านั้น โจทก์เป็นบุคคลภายนอกซึ่งรับจำนองที่ดินโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตก่อนที่ผู้ร้องจะได้สิทธิครอบครองและก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินเป็นของผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้องขอ ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ถอนการยึดที่ดินตามคำร้องขอ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าที่ดินพิพาทมีเอกสารสิทธิ 2 ฉบับคือ โฉนดตราจองเลขที่ 104 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 292จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีชื่อในโฉนดตราจองโดยได้รับโอนทางมรดกจากนายนุ่น เรืองขำ ซึ่งเป็นบิดาเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2532 จำเลยที่ 1 ได้นำไปจดทะเบียนจำนองไว้ต่อโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายในวันเดียวกัน ส่วนผู้ร้องเป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยซื้อจากนายดิเรก สุทธิ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 โดยนายดิเรกซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลในคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2533 ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2534 ผู้ร้องได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าผู้ร้องมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุดผู้ร้องจึงไปขอออกโฉนดที่ดินแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 20552 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายดิเรกซื้อที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตและได้โอนขายให้แก่ผู้ร้องโดยสุจริต แต่สิทธิของนายดิเรกและผู้ร้องก็ได้มาภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองต่อโจทก์ไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนี้ การจำนองจึงยังคงมีอยู่ ไม่ระงับสิ้นไปโจทก์ยังคงมีสิทธิจะบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินพิพาทของผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 และมาตรา 702 วรรคสอง การที่ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาภายหลังจากที่โจทก์ได้รับจำนองไว้แล้ว แม้จะได้มาโดยสุจริตและได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 แต่ก็หาทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่เดิมเสียไปไม่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6พิพากษาให้ถอนการยึดที่ดินพิพาทมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5218/2545 ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน โจทก์ นาย สำรวย บำรุงศิลป์ ผู้ร้อง นาง โสภี ทองเศรษฐี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน · ผู้ร้อง - นาย สำรวย บำรุงศิลป์ · จำเลย - นาง โสภี ทองเศรษฐี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ · พูนศักดิ์ จงกลนี · ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1099/2550ฎีกา 770/2535ฎีกา 5882/2541ฎีกา 7677/2557ฎีกา 1536/2500ฎีกา 2679/2537ฎีกา 7903/2568ฎีกา 181/2512ฎีกา 7863/2538ฎีกา 7913/2551ฎีกา 1247/2510ฎีกา 2775/2541ฎีกา 684/2488ฎีกา 437/2508ฎีกา 230/2501ฎีกา 1492/2510ฎีกา 5768/2534ฎีกา 2644/2530ฎีกา 541/2509ฎีกา 5423/2553ฎีกา 1561/2508ฎีกา 3139/2537ฎีกา 2220/2535ฎีกา 1902/2494
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ