⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6518/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6518/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- การที่ตัวแทนประกันภัยติดต่อผู้เอาประกันภัยเพื่อทำสัญญาประกันภัย ถือว่ามูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลที่การติดต่อดังกล่าวเกิดขึ้น - การปกปิดข้อความจริงอันเป็นสาระสำคัญที่อาจทำให้ผู้รับประกันภัยบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาประกันภัย จะทำให้สัญญาประกันภัยตกเป็นโมฆะต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยรู้ข้อเท็จจริงนั้นแล้วจงใจปกปิด - สิทธิในการรับเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยของผู้รับประโยชน์ที่เสียชีวิตไปก่อนผู้เอาประกันภัย จะตกทอดแก่ทายาทของผู้รับประโยชน์โดยทายาทนั้นมีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามกรมธรรม์ได้โดยไม่ต้องนำสืบถึงลำดับหรือจำนวนทายาท

ย่อคำพิพากษา

ส. ตัวแทนขายประกันของจำเลย สาขานครราชสีมา ติดต่อ อ. ให้ทำสัญญาประกัน และ อ. ตกลงทำสัญญาตามแบบฟอร์มตรวจร่างกายและสัญญาประกันภัยของจำเลย จึงเป็นการเริ่มต้นทำสัญญาประกันภัยที่จังหวัดนครราชสีมาถือว่ามูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดนครราชสีมา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีที่ศาลจังหวัดนครราชสีมาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) นายแพทย์ พ. ผู้ตรวจสุขภาพและร่างกายของ อ. ก่อนทำสัญญาประกันภัยมีความเห็นว่า อ. ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนนายแพทย์ น. ตรวจร่างกาย อ. หลังจากทำสัญญาประกันภัยแล้วยืนยันว่า อ. เป็นเพียงโรคประสาทเครียดสามารถรักษาให้หายขาดได้ และ ส. ตัวแทนขายประกันของจำเลยซึ่งเป็นผู้ติดต่อ อ. ทำสัญญาประกันภัยยืนยันว่า อ. สามารถพูดคุยได้รู้เรื่องแบบคนปกติธรรมทั่วไปและได้มีการสั่งงานให้ลูกน้องปฏิบัติงานได้อย่างปกติ กรณีจึงไม่อาจฟังได้ว่า อ. รู้แล้วว่าตนเจ็บป่วยเป็นโรคประสาทเครียดซึ่งเป็นโรคร้ายแรงและไม่ได้ประกอบอาชีพแล้ว ละเว้นไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจทำให้จำเลยบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาประกันภัย สัญญาประกันภัยจึงไม่ตกเป็นโมฆียะ โจทก์เป็นบุตร ง. จึงเป็นทายาทลำดับที่ 1 และมีสิทธิรับมรดกของ ง. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ขณะที่ อ. ตาย ง. ยังมีชีวิตอยู่ง. จึงมีสิทธิได้รับเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยครึ่งหนึ่ง และเมื่อ ง. ตาย สิทธิในการเรียกเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยจึงตกแก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยไม่ต้องนำสืบให้เห็นว่าเป็นทายาทของ ง. ลำดับไหน มีทายาทด้วยกันกี่คน โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ ง. ผู้รับประโยชน์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.157 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.865 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1629

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,020,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 925,801.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 510,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 462,900.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 925,801.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์2539 ถึงวันฟ้องให้โจทก์ แต่เมื่อคิดรวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องแล้วต้องไม่เกิน 1,020,300บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 925,801.50 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องที่ศาลจังหวัดนครราชสีมาหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางสุวรรณา เกียรติอำนวย ตัวแทนขายประกันของจำเลยสาขานครราชสีมาได้ติดต่อนายองอาจทำสัญญาประกันภัยและนายองอาจตกลงทำสัญญาตามแบบฟอร์มตรวจร่างกายและสัญญาประกันภัย จึงเป็นการเริ่มต้นทำสัญญาประกันภัยที่จังหวัดนครราชสีมา ถือว่ามูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดนครราชสีมา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ที่ศาลจังหวัดนครราชสีมาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า กรมธรรม์ประกันภัยตกเป็นโมฆียะหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่นายองอาจรู้แล้วว่าตนเองเจ็บป่วยเป็นโรคประสาทเครียดซึ่งเป็นโรคร้ายแรงมา 20 ปี และไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร หากนายองอาจแถลงให้จำเลยทราบในคำขอประกันภัยแล้วจำเลยจะบอกปัดไม่ยอมทำสัญญากับนายองอาจนั้น เห็นว่า นายแพทย์ปรีชาผู้ตรวจสุขภาพและร่างกายของนายองอาจก่อนทำสัญญาประกันภัยมีความเห็นว่า นายองอาจไม่มีปัญหาอะไร ส่วนนายแพทย์นรชาติตรวจร่างกายนายองอาจหลังจากทำสัญญาประกันภัยแล้วก็ยืนยันว่า นายองอาจเป็นโรคเพียงโรคประสาทเครียดสามารถรักษาให้หายขาดได้ นอกจากนี้นางสุวรรณาตัวแทนขายประกันของจำเลยซึ่งเป็นผู้ติดต่อนายองอาจทำสัญญาประกันภัยก็ยืนยันว่า นายองอาจสามารถพูดคุยได้รู้เรื่องแบบคนปกติธรรมดาทั่วไปและได้มีการสั่งงานให้แก่ลูกน้องปฏิบัติงานได้อย่างปกติ และจำเลยยังได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายองอาจเนื่องจากได้รับอุบัติเหตุเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2538 ด้วย ส่วนเรื่องการประกอบอาชีพของนายองอาจผู้เอาประกันภัยนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากนางสุวรรณาพยานจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยว่า นายองอาจมีธุรกิจร่วมกับญาติพี่น้องทำกิจการอาบอบนวด ค้ารถเก่าและมีหุ้นที่โรงไม้ปักธงชัยด้วย อาศัยข้อเท็จจริงและเหตุผลตามที่กล่าวมาพยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่านายองอาจรู้แล้วว่าตนเองเจ็บป่วยเป็นโรคประสาทเครียดซึ่งเป็นโรคร้ายแรงมา 20 ปี และไม่ได้ประกอบอาชีพแล้วละเว้นไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจทำให้จำเลยบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาประกันภัยดังที่จำเลยฎีกาดังนี้สัญญาประกันจึงไม่ตกเป็นโมฆียะ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางเงินได้หรือไม่โดยจำเลยฎีกาว่า ตามกรมธรรม์ระบุชื่อนางเงินเป็นผู้รับประโยชน์ครึ่งหนึ่ง เมื่อนางเงินถึงแก่ความตายส่วนของนางเงินจึงตกแก่ทายาทซึ่งโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าเป็นทายาทของนางเงินลำดับไหน มีทายาทด้วยกันกี่คน ทายาทแต่ละคนมีสิทธิรับมรดกก่อนและหลังอย่างไร เพียงแต่ปรากฏในคำฟ้องเท่านั้นว่าโจทก์เป็นบุตรของนางเงิน เมื่อโจทก์ไม่มีเอกสารมาแสดงให้เห็นถึงความเป็นทายาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับมรดกส่วนของนางเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยได้นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องโดยบรรยายว่า โจทก์ในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทโดยธรรมของนางเงิน แซ่นิ้ม โจทก์เป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายองอาจ นางเงินเป็นมารดาของนายองอาจ โจทก์จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางเงิน ส่วนจำเลยให้การเพียงว่าโจทก์ไม่ใช่ทายาท โดยไม่ได้ปฏิเสธว่าโจทก์มิใช่บุตรของนางเงินแต่อย่างใด และศาลชั้นต้นก็ไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์เป็นบุตรของนางเงินโจทก์จึงเป็นทายาทชั้นบุตรซึ่งเป็นทายาทลำดับที่ 1 และมีสิทธิรับมรดกของนางเงินได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ขณะที่นายองอาจถึงแก่ความตายนางเงินยังมีชีวิตอยู่นางเงินจึงมีสิทธิได้รับเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทครึ่งหนึ่ง และเมื่อนางเงินถึงแก่ความตายสิทธิในการรับเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวจึงตกแก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโจทก์ไม่จำต้องนำสืบให้เห็นว่าเป็นทายาทของนางเงินลำดับไหน มีทายาทด้วยกันกี่คนข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางเงินผู้รับประโยชน์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น..." พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6518/2545 นาย สุวิทย์ พงศ์จรัสพันธุ์ ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาง เงิน แซ่นิ้มหรือแซ่ลิ้ม โจทก์ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย สุวิทย์ พงศ์จรัสพันธุ์ ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาง เงิน แซ่นิ้มหรือแซ่ลิ้ม · จำเลย - บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิศณุ เลื่อมสำราญ · สายันต์ สุรสมภพ · เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2509/2524ฎีกา 8304/2544ฎีกา 1637/2506ฎีกา 1491/2523ฎีกา 614/2520ฎีกา 1443/2539ฎีกา 5149/2551ฎีกา 3300/2551ฎีกา 1681/2515ฎีกา 3105/2553ฎีกา 6497/2540ฎีกา 2221/2553ฎีกา 3285/2536ฎีกา 163/2491ฎีกา 683/2534ฎีกา 603/2509ฎีกา 2334/2517ฎีกา 208/2512ฎีกา 3785-3787/2552ฎีกา 1924/2523ฎีกา 8818/2551ฎีกา 406/2510ฎีกา 8056/2540ฎีกา 3240/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ