⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2673/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2673/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพาผู้เยาว์ไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแล ไม่ว่าจะกระทำโดยวิธีใด ถือเป็นการ "พราก" ตามกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก

ย่อคำพิพากษา

คำว่า "พราก" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก หมายความว่าพาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแล จะกระทำโดยวิธีใดก็ได้ ไม่มีข้อจำกัด ไม่ต้องใช้กำลังหรืออุบาย ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยซึ่งมีอาชีพขับรถรับส่งนักเรียนจะพาผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปเพื่อร่วมประเวณีในเส้นทางหรือนอกเส้นทางรับส่งผู้เสียหายไปกลับจากโรงเรียนก็ย่อมเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.277 ประมวลกฎหมายอาญา ม.279 ประมวลกฎหมายอาญา ม.317

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างต้นปี 2539 ถึงปลายปี 2542 เวลากลางวันต่อเนื่องกันวันใดไม่ปรากฏชัด จำเลยซึ่งมีอาชีพขับรถรับส่งนักเรียนได้กระทำอนาจารเด็กหญิง ป.ผู้เสียหาย อายุสิบเอ็ดปีเศษ ซึ่งโดยสารรถยนต์ของจำเลยไปและกลับจากโรงเรียนโดยใช้มือล้วงเข้าไปในกระโปรงผู้เสียหาย แล้วลูบคลำจับอวัยวะเพศ หน้าอก แขน และขาของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมทุกวันหลังเลิกเรียน เมื่อจำเลยมีโอกาสขณะขับรถส่งผู้เสียหายกลับบ้านโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำเลยมีหน้าที่ขับรถนำผู้เสียหายอายุยังไม่เกินสิบห้าปีส่งบ้าน แต่จำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากบิดามารดาโดยไม่มีเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร เมื่อปี 2541 จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายอายุสิบสองปีเศษยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยผู้เสียหายนั่งที่เบาะรถตอนกลางแล้วใช้กำลังประทุษร้ายกดผู้เสียหายนอนลงกับเบาะรถแล้วนอนทับตัวผู้เสียหายใช้มือถอดกางเกงในผู้เสียหายออกแล้วกระทำชำเราจนผู้เสียหายบาดเจ็บมีเลือดไหลออกจากอวัยวะเพศ โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เมื่อระหว่างปี 2541 ถึง 2542ต่อเนื่องกัน จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายอายุสิบสองปีเศษยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนอีก โดยใช้กำลังประทุษร้ายกดผู้เสียหายนอนลงกับเบาะรถแล้วนอนทับผู้เสียหายไว้แล้วถอดกางเกงในผู้เสียหายออกและได้กระทำชำเรา โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เดือนละ 1 ถึง 2 ครั้ง กลางปี 2542 จำเลยขับรถรับผู้เสียหายที่โรงเรียนแล้วพาไปที่บ้านร้างบอกว่าผีดุจนผู้เสียหายกลัว และพาผู้เสียหายไปห้องน้ำกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่กลัวผีและไม่สามารถขัดขืนได้ และประมาณปลายปี 2542 จำเลยขับรถรับผู้เสียหายและจอดรถที่อาคารศุภาลัยเพลสให้เด็กอื่น ๆ ลงจากรถไปซื้อขนม แล้วจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายกดผู้เสียหายนอนลงกับเบาะรถแล้วจำเลยนอนทับถอดกางเกงในผู้เสียหายออกแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายขณะอายุยังไม่เกินสิบห้าปีจนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 317, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานาย ป. บิดาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277วรรคแรก รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 24 ปี และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 26 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 17 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยประกอบอาชีพขับรถตู้รับและส่งนักเรียนจากบ้านไปโรงเรียนและจากโรงเรียนกลับบ้าน ผู้เสียหายเกิดเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2527 และเป็นบุตรของโจทก์ร่วม ผู้เสียหายใช้บริการรถตู้ของจำเลยตั้งแต่เรียนที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 จนจบชั้นประถมปีที่ 6 หลังจากนั้นผู้เสียหายเข้าเรียนที่โรงเรียนสายน้ำผึ้ง ตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ 1 จนจบชั้นมัธยมปีที่ 3 ก็ยังใช้บริการรถตู้ของจำเลยเช่นเดิม ระหว่างเวลาที่จำเลยขับรถรับส่งผู้เสียหายจำเลยได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายหลายครั้ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ และจำเลยยังมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 อีกกระทงหนึ่งหรือไม่ สำหรับปัญหาดังกล่าวปรากฏว่า จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.11 ทั้งได้ให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.16 ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะที่จำเลยขับรถรับผู้เสียหายกลับไปส่งบ้าน ระหว่างทางขณะอยู่บนรถผู้เสียหายให้จำเลยลูบคลำอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้เสียหายและในระยะหลังผู้เสียหายให้จำเลยใช้นิ้วมือแยงที่อวัยวะสืบพันธุ์ของผู้เสียหาย ต่อมาขณะผู้เสียหายเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 1 เทอมที่ 2 จำเลยได้เอาอวัยวะสืบพันธุ์ของจำเลยสอดใส่เข้าไปในช่องคลอดผู้เสียหายเพียงเล็กน้อยและดึงอวัยวะสืบพันธุ์ออกเพราะผู้เสียหายบอกว่าเจ็บ ผู้เสียหายเกิดอาการอักเสบที่อวัยวะสืบพันธุ์มากจนต้องไปหาแพทย์ ต่อมาในระยะหลังจำเลยและผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กันอีกหลายครั้ง ซึ่งข้อเท็จจริงสอดคล้องต้องกันกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ว่า ในปี 2539 ขณะผู้เสียหายเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 6 เทอมที่ 2 จำเลยทำอนาจารผู้เสียหายโดยใช้มือลูบคลำที่อวัยวะสืบพันธุ์และจับหน้าอกผู้เสียหาย ในปี 2541 ขณะผู้เสียหายเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 1 หรือปีที่ 2 ขณะที่จำเลยขับรถพาผู้เสียหายและเด็กนักเรียนอื่นกลับบ้านได้แวะที่อาคารศุภาลัยเพลสให้เด็กนักเรียนอื่นลงไปซื้อขนม ผู้เสียหายจะลงไปด้วยแต่จำเลยไม่ให้ลงโดยบอกให้ผู้เสียหายฝากคนอื่นไปซื้อขนมแทนแล้วจำเลยนำตัวผู้เสียหายให้นอนราบกับเบาะแล้วใช้มือกดตัวผู้เสียหายไม่ให้ลุกขึ้นแล้วได้กระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งแรกแล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายประมาณเดือนละ 1 ถึง 2 ครั้ง จนกระทั่งผู้เสียหายเรียนจนถึงชั้นมัธยมปีที่ 3 โดยกระทำชำเรานอกจากในรถซึ่งแวะจอดที่อาคารศุภาลัยเพลสแล้วจำเลยยังพาผู้เสียหายเข้าไปในสถานที่คล้าย ๆ บ้านร้างแถวสุขุมวิท ที่บ้านร้างขณะนั้นผู้เสียหายเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 3 แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายอีก 1 ครั้ง จากนั้นผู้เสียหายไม่ได้ติดต่อกับจำเลยอีก ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับความข้อนี้ เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้วรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก รวม 3 กระทง และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาทั้งนี้เพราะที่ศาลล่างทั้งสองอ้างว่า ตามคำเบิกความของผู้เสียหายมิได้เบิกความยืนยันว่าอาคารศุภาลัยเพลสและบ้านร้างดังกล่าวอยู่นอกเส้นทางรับส่งนักเรียนตามปกติ เป็นข้อสงสัยว่าสถานที่ดังกล่าวทั้งสองแห่งอยู่ในหรือนอกเส้นทางรับส่งนักเรียนตามปกติของจำเลย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลยเป็นการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องไม่ชอบด้วยเหตุผลในการตีความกฎหมายตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรกที่บัญญัติว่า ผู้ใดโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล ต้องระวางโทษ... นั้น เห็นว่า คำว่า "พราก" หมายความว่า พาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแล จะกระทำโดยวิธีใดก็ได้ไม่มีข้อจำกัด ไม่ต้องใช้กำลังหรืออุบายแม้จะชักชวนแนะนำเด็กให้ไปด้วยโดยมิได้หลอกลวง และเด็กเต็มใจไปก็เป็นความผิด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการพาไปเพื่อร่วมประเวณีจะอยู่ในเส้นทางหรือนอกเส้นทางรับส่งผู้เสียหายไปกลับโรงเรียนก็เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารแล้ว ฎีกาโจทก์ร่วมในปัญหาข้อนี้ฟังขึ้น และมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมในประการต่อไปว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยเหมาะสมแก่ความผิดหรือไม่ โจทก์ร่วมฎีกาโต้แย้งดุลพินิจวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่า ในขณะที่ผู้เสียหายถูกกระทำอนาจารและกระทำชำเรานั้นผู้เสียหายเพิ่งอายุ 12 ปี ถึง 13 ปี ยังเป็นเด็กไร้เดียงสาไม่รู้ไม่เข้าใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับตนเองซึ่งกำลังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์อันเป็นตราบาปติดตัวเสื่อมเสียไปชั่วชีวิตนั้นแม้ข้อเท็จจริงเท่าที่โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยนำสืบมาตามพฤติการณ์แห่งคดีนี้จะดูประหนึ่งว่าศาลล่างกำหนดโทษจำเลยในสถานเบาไม่เหมาะสมแก่ความผิดก็ตาม แต่เมื่อได้พิจารณาบาปเคราะห์ที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งจำเลยก็ได้รู้สำนึกในความผิดที่ได้กระทำลงไป และเบิกความให้ความรู้แก่ศาลถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ ก่อนและหลังกระทำความผิดของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ให้ลงโทษจำคุก 10 ปี อีกกระทงหนึ่ง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมกับโทษในข้อหาอื่นเป็นโทษจำคุกทั้งสิ้น 23 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์" ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2673/2546 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นาย โจทก์ นาย คำรณ หลายสิบ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - นาย · จำเลย - นาย คำรณ หลายสิบ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดลจรัส รัตนโศภิต · ประพันธ์ ทรัพย์แสง · จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3718/2547ฎีกา 6215/2556ฎีกา 1218/2530ฎีกา 5079/2537ฎีกา 6336/2557ฎีกา 1400/2538ฎีกา 233/2552ฎีกา 2915/2566ฎีกา 222/2554ฎีกา 4180/2548ฎีกา 156/2565ฎีกา 2084/2531ฎีกา 4529/2545ฎีกา 1774/2536ฎีกา 8595/2553ฎีกา 6207/2541ฎีกา 5557/2555ฎีกา 1880/2546ฎีกา 2557/2531ฎีกา 3089/2556ฎีกา 2879/2540ฎีกา 3577/2551ฎีกา 117/2534ฎีกา 2269/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา