⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7275/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7275/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าหนี้ (โจทก์) ได้ชำระหนี้ที่ลูกหนี้ (จำเลย) มีต่อบุคคลภายนอก (ส.) แทนลูกหนี้ไป และลูกหนี้ได้ทำสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้แก่เจ้าหนี้ ถือว่าเจ้าหนี้ได้ส่งมอบเงินกู้ยืมให้แก่ลูกหนี้แล้ว และการกู้ยืมเงินรวมทั้งสัญญาจำนองย่อมบริบูรณ์ใช้บังคับได้

ย่อคำพิพากษา

เดิม น. และจำเลยได้กู้ยืมเงิน ส. น้องโจทก์จำนวน 150,000 บาท ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงกันให้โจทก์นำเงินกู้ยืมตามฟ้องไปชดใช้หนี้แก่ ส. โดยจำเลยยอมกู้ยืมเงินจากโจทก์และจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้จำนวน183,300 บาท แก่โจทก์แม้ในวันที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจำนองที่ดิน โจทก์จะไม่ได้ส่งมอบเงินกู้ยืมให้แก่จำเลย แต่เมื่อโจทก์ได้ชำระหนี้ที่จำเลยมีต่อ ส. แทนจำเลยไป และจำเลยยอมทำสัญญาจำนองที่ดินแทนถือได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบเงินกู้ยืมให้แก่จำเลยแล้ว การกู้ยืมเงินและสัญญาจำนองที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยย่อมบริบูรณ์ใช้บังคับระหว่างกันได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.650 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.702

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2543 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน183,380 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีและจำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 11505 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์เป็นประกันการชำระหนี้ โดยให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมด้วย กำหนดไถ่ถอนคืนภายใน 3 เดือนนับแต่วันทำสัญญา จำเลยได้รับเงินกู้ยืมจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ คิดถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระดอกเบี้ยจำนวน 18,338 บาทโจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน201,718 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 183,380 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยให้การว่า จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่โจทก์จริงแต่ไม่ได้รับเงินกู้ยืมจากโจทก์ในวันจดทะเบียนจำนองที่ดิน เงินกู้ยืมรายนี้มีการกู้ยืมกันตั้งแต่ปี 2542 และชำระคืนไปบ้างแล้ว คงค้างเพียง 20,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2544จนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11505 ตำบลหนองหญ้าลาด อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยคู่ความไม่โต้เถียงกันว่าโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาจำนองที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 ไว้ต่อกัน แต่ในวันทำสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวโจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินกู้ยืมให้แก่จำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยจะต้องชำระเงินกู้ยืมให้แก่โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 หรือไม่ ข้อนี้คดีได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า เดิมนางนิ๊งหน่องและจำเลยได้กู้ยืมเงินนางสมหมาย จานทอง น้องโจทก์ จำนวน 150,000 บาท ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงกันให้โจทก์นำเงินกู้ยืมตามฟ้องไปชดใช้หนี้แก่นางสมหมายโดยจำเลยยอมกู้ยืมเงินจากโจทก์และจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้จำนวน 183,300 บาท ตามสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 แก่โจทก์ ซึ่งตามคำให้การของจำเลยก็ยอมรับว่าได้มีการกู้ยืมเงินจากโจทก์และได้มีการทำสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 กับโจทก์จริง จึงสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวเพราะหากไม่มีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยข้างต้น และจำเลยยังไม่ได้รับเงินกู้ยืมตามที่อ้าง จำเลยคงไม่ยอมทำสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ส่วนที่จำเลยอ้างว่าได้ชำระหนี้ให้โจทก์ไปเกือบหมดแล้ว คงค้างอยู่เพียง 20,000 บาท เท่านั้นทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏหลักฐานการชำระหนี้ดังกล่าวแต่อย่างใด เห็นว่า แม้ในวันที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 โจทก์จะไม่ได้ส่งมอบเงินกู้ยืมให้แก่จำเลยก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ที่จำเลยมีต่อนางสมหมายแทนจำเลยไปและจำเลยยอมทำสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 แทนในลักษณะเช่นนี้ กรณีย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบเงินกู้ยืมให้แก่จำเลยแล้ว การกู้ยืมเงินและสัญญาจำนองที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 ระหว่างโจทก์และจำเลยย่อมบริบูรณ์ใช้บังคับระหว่างกันได้ มิใช่ว่าโจทก์และจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันดังที่จำเลยฎีกาขึ้นมาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จึงเป็นการชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7275/2546 นาย เตือน บุญห่อ โจทก์ นาย เรียน เวชกามา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย เตือน บุญห่อ · จำเลย - นาย เรียน เวชกามา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประเสริฐ เขียนนิลศิริ · ชวลิต ยอดเณร · กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1001/2509ฎีกา 3245/2534ฎีกา 1536/2500ฎีกา 425/2520ฎีกา 94/2474ฎีกา 3254/2524ฎีกา 1428-1429/2545ฎีกา 295/2508ฎีกา 7913/2551ฎีกา 1472/2532ฎีกา 10757/2553ฎีกา 230/2501ฎีกา 2649/2522ฎีกา 1930/2526ฎีกา 5423/2553ฎีกา 629/2486ฎีกา 510/2491ฎีกา 805/2506ฎีกา 401/2531ฎีกา 1302/2531ฎีกา 2791/2546ฎีกา 3599/2530ฎีกา 4817/2533ฎีกา 3124/2565
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา