⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 122/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2547

พ.ร.บ.การพิมพ์ ม.4, 48, 49 · ป.อาญา ม.328

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีซ้ำหรือฟ้องซ้อนในข้อหาเดียวกันต่อศาลอื่นที่มิใช่ศาลที่ได้มีคำสั่งประทับฟ้องไว้แล้ว เป็นฟ้องที่ต้องห้ามตามกฎหมาย และคำสั่งประทับฟ้องของศาลที่รับคดีซ้ำหรือคดีซ้อนไว้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามที่ศาลชั้นต้นเป็นศาลแรกไว้แล้ว ต่อมาโจทก์กลับมาฟ้องจำเลยทั้งสามข้อหาเดียวกันต่อศาลจังหวัดปัตตานี ฟ้องคดีหลังของโจทก์ที่ศาลจังหวัดปัตตานีจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามมิให้ฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 อันส่งผลให้คำสั่งประทับฟ้องของศาลจังหวัดปัตตานีไม่ชอบไปด้วยกรณีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 (เดิม) ที่ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นได้สั่งรับประทับฟ้องไว้แล้ว ต้องเป็นกรณีที่ศาลอื่นรับประทับฟ้องไว้โดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น คดีนี้ศาลจังหวดปัตตานีมีคำสั่งประทับฟ้องไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติพระธรรมนูญศาลยุติธรรมดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นเป็นศาลแรก และศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษา ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีนี้ต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ให้จำหน่ายคดีโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนมานั้นจึงไม่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 ประมวลกฎหมายอาญา ม.328 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.18 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ม.4 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ม.48 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ม.49

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.328 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 326, 328, 332 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 48, 49, ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันโฆษณาหรือประกาศคำพิพากษาของศาลและคำขออภัยโจทก์เนื้อที่เต็มหน้าในหนังสือพิมพ์รายวันที่ออกจำหน่ายในกรุงเทพมหานครทุกฉบับ เป็นเวลา 15 วันติดต่อกัน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันดำเนินการและออกค่าใช้จ่ายในการทำจดหมายเหตุบันทึกไว้ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการตามเอกสารท้ายฟ้องทุกฉบับที่เก็บไว้เป็นหลักฐาน ณ หอสมุดแห่งชาติ ตามข้อความในคำขอที่ให้จำเลยทั้งสามประกาศคำพิพากษาของศาลและคำขออภัยโจทก์ดังกล่าวข้างต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามในมูลความผิดเดียวกันนี้ที่ศาลจังหวัดปัตตานี ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 928/2542 และศาลจังหวัดปัตตานีประทับฟ้องคดีดังกล่าวไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2542 ศาลชั้นต้นในคดีนี้จึงไม่อาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาต่อไปตามพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2477 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 18 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหมายจับจำเลยทั้งสาม และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นสอบทนายโจทก์และทนายจำเลยทั้งสามแล้วต่างยอมรับว่าโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเรื่องเดียวกันที่ศาลชั้นต้นต่างๆ รวมทั้งสิ้น 8 ศาล ศาลชั้นต้นในคดีนี้เป็นศาลแรกที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสาม ส่วนศาลจังหวัดปัตตานีเป็นศาลแรกที่ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณานั้นศาลจังหวัดปัตตานีซึ่งประทับฟ้องไว้ก่อน มีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เนื่องจากไม่อนุญาตให้โจทก์นำคดีดังกล่าวมารวมพิจารณากับคดีนี้ ส่วนคดีของโจทก์ที่ศาลอื่นๆ อีก 6 ศาล ศาลได้จำหน่ายคดีแล้วเช่นกัน คดีของโจทก์คงเหลือที่ศาลชั้นต้นเพียงศาลเดียว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 7 เมษายน 2543 ว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาของโจทก์ได้เพราะว่าคดีของโจทก์คงเหลืออยู่ที่ศาลชั้นต้นเพียงศาลเดียว ให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสามและให้นัดสืบพยานโจทก์ต่อไป จำเลยทั้งสามได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นและยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ตามพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2477 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 18 ให้จำหน่ายคดีของโจทก์จากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2542 และยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับมูลคดีนี้ต่อศาลจังหวัดปัตตานีเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2542 ศาลจังหวัดปัตตานีได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2542 ส่วนศาลชั้นต้นก็ได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2542 ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 (เดิม) เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามที่ศาลชั้นต้นเป็นศาลแรกไว้แล้ว ต่อมาโจทก์กลับมาฟ้องจำเลยทั้งสามข้อหาเดียวกันต่อศาลจังหวัดปัตตานี ฟ้องคดีหลังของโจทก์ที่ศาลจังหวัดปัตตานีจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 อันส่งผลให้คำสั่งประทับฟ้องของศาลจังหวัดปัตตานีไม่ชอบไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้เพราะศาลจังหวัดปัตตานีรับประทับฟ้องโจทก์โดยชอบไว้พิจารณาพิพากษาแล้วตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 (เดิม) นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เพราะกรณีที่ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นได้สั่งรับประทับฟ้องไว้แล้ว ต้องเป็นกรณีที่ศาลอื่นรับประทับฟ้องไว้โดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น คดีนี้ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งประทับฟ้องไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติพระธรรมนูญศาลยุติธรรมดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นเป็นศาลแรก และศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษา ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีนี้ต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ให้จำหน่ายคดีโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนมานั้นจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ของศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2547 นายปกิต กิระวานิช โจทก์ นายตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายปกิต กิระวานิช · จำเลย - นายตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปรีดี รุ่งวิสัย · ทองหล่อ โฉมงาม · สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 21848/2555ฎีกา 99/2541ฎีกา 824/2545ฎีกา 2918/2522ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1305/2547ฎีกา 7651/2552ฎีกา 861/2521ฎีกา 230/2510ฎีกา 4046/2536ฎีกา 913/2538ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 7988/2551ฎีกา 369/2522ฎีกา 2186/2550ฎีกา 164/2553ฎีกา 917/2564ฎีกา 185/2566ฎีกา 605/2511ฎีกา 6911/2544ฎีกา 7937/2538ฎีกา 3604/2533ฎีกา 6321/2544ฎีกา 2606-2616/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ