⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4870/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4870/2547

ป.อาญา ม.3, 53, 78 ฯลฯ · พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ม.4, 7, 8 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยให้ข้อมูลและพาเจ้าพนักงานไปยึดของกลาง ไม่ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ หากการค้นหาของกลางเป็นไปตามขั้นตอนปกติที่เจ้าพนักงานพึงกระทำได้อยู่แล้ว

ย่อคำพิพากษา

เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกจับ เจ้าพนักงานตำรวจย่อมนำจำเลยที่ 1 ไปค้นหายาเสพติดให้โทษที่บ้านจำเลยที่ 1 อยู่แล้ว การที่จำเลยที่ 1 ให้ข้อมูลและพาเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดเมทแอมเฟตามีนที่บ้านจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ไม่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จึงไม่มีเหตุที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบาตามบทบัญญัติ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.216 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม.19 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม.100 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.102

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.216 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนรถจักรยานยนต์และโทรศัพท์มือถือของกลางโจทก์จะยื่นคำร้องขอริบตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อไป จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน (จำนวน 8,000 เม็ด) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต ความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน (จำนวน 4,000 เม็ด) จำคุก 36 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน (จำนวน 4,000 เม็ด) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 36 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78, 53 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี และ 18 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 43 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 24 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและโจทก์นำสืบพยานหลักฐานได้สมฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาเพียงอย่างเดียว มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาดังกล่าวการที่จำเลยที่ 1 เพิ่งหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิด 2 กรรม นั้น สมควรได้รับการวินิจฉัยลงโทษเป็น 2 กระทงความผิดหรือไม่ เพราะส่งผลให้จำเลยที่ 1 ได้รับโทษสูงเกินไป เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายประการใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบาหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างเหตุว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกจับแล้ว จำเลยที่ 1 ได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนอีก 4,000 เม็ด อยู่ที่บ้านและพาเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวที่บ้านจำเลยที่ 1 อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 100/1 (ที่ถูก มาตรา 100/2) สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบา น้อยกว่าโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกจับ เจ้าพนักงานตำรวจย่อมนำจำเลยที่ 1 ไปค้นหายาเสพติดให้โทษที่บ้านจำเลยที่ 1 อยู่แล้ว การที่จำเลยที่ 1 ให้ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จึงไม่มีเหตุตามบทบัญญัติดังกล่าวที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่คดีนี้เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัม ขึ้นไป กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 66 วรรคสาม ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ไม่เป็นกรณีที่จะต้องแก้ไข ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด โดยไม่ปรากฏว่ามีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใดกรณีต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาทหรือทั้งจำปรับแตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท โทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องรวมถึงกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ซึ่งการแก้ไขดังกล่าวให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วย" พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จำคุกคนละ 15 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำคุก 32 ปี 6 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4870/2547 พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายน้อยหรือเล็ก วิเศษหรือวิเศษวิสัย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายน้อยหรือเล็ก วิเศษหรือวิเศษวิสัย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์ · ทองหล่อ โฉมงาม · ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1837/2531ฎีกา 6575/2551ฎีกา 1392/2564ฎีกา 770/2535ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1452/2511ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2530/2527ฎีกา 2409/2551ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 605/2511ฎีกา 14887/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 647/2563ฎีกา 628/2493ฎีกา 1666/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ