⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5346/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5346/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์หรือฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่อาจขอให้เพิ่มเติมแก้ไขได้ เว้นแต่มีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย.

ย่อคำพิพากษา

การสั่งคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาซึ่งอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบในชั้นฎีกาเป็นอำนาจของศาลฎีกา ที่ศาลแรงงานกลางสั่งยกคำร้องของโจทก์โดยไม่ส่งมาให้ศาลฎีกาสั่ง จึงเป็นการไม่ชอบ และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คำสั่งในเรื่องดังกล่าวเป็นที่สุด ที่ศาลแรงงานกลางสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการไม่ชอบ จึงให้ยกคำสั่งของศาลแรงงานกลางดังกล่าวเสีย และคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วเห็นสมควรพิจารณาคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบของโจทก์ โดยเห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านให้คู่ความฟังจะเพิ่มเติมแก้ไขมิได้ เว้นแต่กรณีมีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษายกอุทธรณ์โจทก์โดยวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหมดเป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยหรือไม่ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัย คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจึงวินิจฉัยครบถ้วนตามประเด็นในอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมิได้มีข้อผิดพลาดหรือผิดหลง โจทก์จึงไม่อาจขอให้เพิ่มเติมแก้ไขได้ (คำสั่งคำร้อง)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.143 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.54

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 33,230,309 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวและเงินเพิ่มร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินค้างจ่าย 3,547,176 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลฎีกาพิพากษายืน โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลฎีกา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว ให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า คดีถึงที่สุดแล้วไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ เนื่องจากการยื่นเอกสารหรือคำคู่ความในลักษณะนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปในทางก่อความรำคาญ ศาลเห็นสมควรออกข้อกำหนดโดยห้ามโจทก์หรือทนายโจทก์ดำเนินกระบวนพิจารณาไปในทางก่อความรำคาญอีก หากต่อไปมีการยื่นเอกสารหรือคำคู่ความในลักษณะนี้ ให้เจ้าหน้าที่สั่งให้ผู้ยื่นรอฟังคำสั่งด้วยทุกครั้ง โจทก์เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลฎีกาในเรื่องที่ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีผิดจากพยานหลักฐานในสำนวนที่รับฟังได้ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย และศาลฎีกาพิพากษาเกินไปจากประเด็นข้อพิพาท โจทก์จึงสามารถยื่นคำร้องดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 มิได้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในทางที่ก่อให้เกิดความรำคาญแต่อย่างใด ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจสั่งไม่รับคำร้องของโจทก์ เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับคำร้องของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ นอกจากนี้การที่ศาลแรงงานกลางออกข้อกำหนดห้ามโจทก์ดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีนี้อีกเป็นการไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30 ถึงมาตรา 33 โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว การสั่งคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาซึ่งอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบในชั้นฎีกา เป็นอำนาจของศาลฎีกา ที่ศาลแรงงานกลางสั่งยกคำร้องของโจทก์โดยไม่ส่งมาให้ศาลฎีกาสั่ง จึงเป็นการไม่ชอบ และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คำสั่งในเรื่องดังกล่าวเป็นที่สุด ที่ศาลแรงงานกลางสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ก็เป็นการไม่ชอบ จึงให้ยกคำสั่งของศาลแรงงานกลางดังกล่าวเสียและคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว เห็นสมควรพิจารณาคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบของโจทก์ไปเสียเลย โดยเห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านให้คู่ความฟังจะเพิ่มเติมแก้ไขมิได้ เว้นแต่กรณีมีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาอุทธรณ์โจทก์โดยวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหมดเป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยหรือไม่ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัย คำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าว จึงวินิจฉัยครบถ้วนตามประเด็นในอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว มิได้มีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงโจทก์จึงไม่อาจขอให้เพิ่มเติมแก้ไขได้ ให้ยกคำร้อง" ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5346/2547 นายโฆษิต ทัศนเทพกมล โจทก์ บริษัทประสิทธิ์พัฒนา จำกัด (มหาชน) จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายโฆษิต ทัศนเทพกมล · จำเลย - บริษัทประสิทธิ์พัฒนา จำกัด (มหาชน)
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จรัส พวงมณี · ชวลิต ยอดเณร · วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2218/2526ฎีกา 2844/2543ฎีกา 5101/2550ฎีกา 6296/2545ฎีกา 891/2538ฎีกา 995/2529ฎีกา 7390-7391/2553ฎีกา 2909/2524ฎีกา 2893/2540ฎีกา 3116/2529ฎีกา 7980/2551ฎีกา 5384/2538ฎีกา 3813/2535ฎีกา 345/2520ฎีกา 280/2530ฎีกา 7174/2542ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1968/2533ฎีกา 2328/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ