⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 292-339/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 292-339/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
รายได้ขององค์การของรัฐที่ได้จากการดำเนินกิจการก่อนหักค่าใช้จ่าย ยังไม่ถือเป็นรายได้ของแผ่นดินอันจะยึดไม่ได้ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 เป็นองค์การของรัฐบาลจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ฯ แม้ตามมาตรา 8 จะกำหนดให้กระทรวงคมนาคมโอนกิจการ สิทธิ หน้าที่ ทรัพย์สิน สินทรัพย์ และหนี้สิน ซึ่งเกิดจากการดำเนินกิจการขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ ซึ่งสังกัดอยู่ในกระทรวงคมนาคมตลอดจนพนักงานขององค์การดังกล่าวก่อนวันใช้ พ.ร.ฎ. บังคับให้แก่จำเลยที่ 1 และตามมาตรา 9 กำหนดทุนของ ร.ส.พ. เป็นจำนวนเงินห้าสิบล้านบาท โดยรัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิมสิบล้านบาท และจ่ายเพิ่มเติมเป็นคราว ๆ ตามจำนวนที่รัฐบาลเห็นสมควร ซึ่งเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 มีทุนห้าสิบล้านบาทโดยทุนทั้งหมดรัฐบาลเป็นผู้จ่ายให้ และทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 บางส่วนได้รับโอนจากกระทรวงคมนาคมก็ตาม แต่ตามมาตรา 11 กำหนดให้รายได้ที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากการดำเนินกิจการให้ตกเป็นของจำเลยที่ 1 เพื่อสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ส่วนตามมาตรา 12 กำหนดให้เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้แล้ว รายได้ของจำเลยที่ 1 เหลือเท่าใดจึงให้นำส่งเป็นรายได้ของรัฐ แสดงให้เห็นว่ารายได้ของจำเลยที่ 1 ก่อนหักค่าใช้จ่ายยังไม่เป็นของแผ่นดินอันจะยึดไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1307 ศาลแรงงานกลางออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์จำเลยที่ 1 ในส่วนดังกล่าวได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1307 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ พ.ศ.2496 ม.8 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ พ.ศ.2496 ม.9 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ พ.ศ.2496 ม.11 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ พ.ศ.2496 ม.12

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาและคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินบำเหน็จและเงินค่าตอบแทนความชอบในการทำงานแก่โจทก์รวม 58 สำนวน ระหว่างการบังคับคดีศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาในชั้นบังคับคดีเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทท์ทั้ง 58 สำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 58 ตามลำดับ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้ง 58 สำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ที่ 22 ถึงที่ 31 ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว คดีของโจทก์ดังกล่าวจึงยุติไปแล้ว ส่วนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 21 และโจทก์ที่ 32 ถึงที่ 58 รวม 48 สำนวนยื่นคำร้องขอออกหมายบังคับคดี ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 21 และโจทก์ที่ 32 ถึงที่ 58 ไม่คัดค้าน ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 21 และโจทก์ที่ 32 ถึงที่ 58 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิจะขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นองค์การของรัฐ และทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 จะเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินก็ตาม ในชั้นบังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการยึด อายัด ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้เพียงใดเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง คำสั่งของศาลแรงงานกลางชอบแล้วให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้ออกหมายบังคับคดีและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ชอบหรือไม่ เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นองค์การของรัฐบาลจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ พ.ศ.2496 แม้ตามมาตรา 8 จะกำหนดให้กระทรวงคมนาคมโอนกิจการ สิทธิ หน้าที่ ทรัพย์สิน สินทรัพย์ และหนี้สิน ซึ่งเกิดจากการดำเนินกิจการขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ ซึ่งสังกัดอยู่ในกระทรวงคมนาคม ตลอดจนพนักงานขององค์การดังกล่าว ก่อนวันใช้พระราชกฤษฎีกานี้บังคับ ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และตามมาตรา 9 บัญญัติว่า "ให้กำหนดทุนของ ร.ส.พ. เป็นจำนวนเงินห้าสิบล้านบาท โดยรัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิมสิบล้านบาท และจ่ายเพิ่มเติมเป็นคราว ๆ ตามจำนวนที่รัฐบาลเห็นสมควร" ซึ่งเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 มีทุนห้าสิบล้านบาทโดยทุนทั้งหมดรัฐบาลเป็นผู้จ่ายให้ และทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 บางส่วนได้รับโอนจากกระทรวงคมนาคม แต่ตามมาตรา 11 ก็กำหนดให้รายได้ที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากการดำเนินกิจการให้ตกเป็นของจำเลยที่ 1 เพื่อสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ส่วนตามมาตรา 12 กำหนดให้เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้แล้ว รายได้ของจำเลยที่ 1 เหลือเท่าใดจึงให้นำส่งเป็นรายได้ของรัฐ แสดงให้เห็นว่ารายได้ของจำเลยที่ 1 ก่อนหักค่าใช้จ่ายยังไม่เป็นของแผ่นดินอันจะยึดไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 กรณีเช่นนี้ ศาลแรงงานกลางย่อมออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์จำเลยที่ 1 ในส่วนดังกล่าวได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 292 - 339/2548 นางมาลี เหลี่ยมสูงเนิน โจทก์ องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางมาลี เหลี่ยมสูงเนิน · จำเลย - องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิชัย วิวิตเสวี · ชวลิต ยอดเณร · หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7685/2555ฎีกา 5969/2559ฎีกา 1606/2500ฎีกา 1370/2492ฎีกา 1653/2520ฎีกา 16132/2556ฎีกา 1989/2511ฎีกา 258/2506ฎีกา 1642/2506ฎีกา 227/2567ฎีกา 1392/2525ฎีกา 1094/2510ฎีกา 10340-10378/2558ฎีกา 837/2492ฎีกา 5142/2531ฎีกา 8240/2549ฎีกา 295/2488ฎีกา 3320/2550ฎีกา 3348/2529ฎีกา 4223/2564ฎีกา 2783/2525ฎีกา 843/2487ฎีกา 618/2514ฎีกา 5167/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ