⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6661-6664/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6661-6664/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากจำเลยบางคนขาดนัดพิจารณา แต่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไปโดยมิได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ขาดนัดนั้นชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว ถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเฉพาะระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ขาดนัดนั้นเท่านั้น และต้องสืบพยานใหม่เฉพาะระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ขาดนัดนั้น.

ย่อคำพิพากษา

ในวันที่ศาลชั้นต้นเริ่มทำการสืบพยาน จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 มาศาล ที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานไปโดยมิได้มีคำสั่งแสดงว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาให้ชี้ขาดตัดสินคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเฉพาะระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 ส่วนการดำเนินกระบวนพิจารณาระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 เป็นไปโดยชอบ จึงต้องสืบพยานใหม่เฉพาะระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่เบิกความไว้ก่อนที่ศาลฎีกาพิพากษาย้อนสำนวนจึงใช้เป็นพยานหลักฐานระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 ได้ ไม่มีข้อได้เปรียบในเชิงคดีระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 496 และโฉนดเลขที่ 19222 อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับมรดกมาจากนายสังข์และนางแย้ม กรุณา บิดามารดา เมื่อปี 2537 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสังข์และนางแย้ม แล้วโจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด ต่อมาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดิน 2 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยทั้งสองคบคิดกันฉ้อฉลและรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ทั้งสี่เสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนการโอนเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การทั้งสี่สำนวน จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่ตามแผนผังสังเขปการแบ่งที่ดินเอกสารท้ายฟ้องทั้งสี่สำนวน จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้น ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นทำการสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาทั้งสี่สำนวน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามสัญญา (ซื้อขาย) ระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่ตามแผนผังสังเขปแสดงแนวเขตการแบ่งที่ดินเอกสารท้ายฟ้องทั้งสี่สำนวน จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้แล้วพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่เป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 3 มกราคม 2538 เฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่ตามแผนผังสังเขปการแบ่งที่ดินเอกสารท้ายฟ้องทั้งสี่สำนวน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่วันที่เริ่มทำการสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่เป็นฝ่ายชนะคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่นั้น ศาลชั้นต้นจะนำเอาคำเบิกความของนางสาวศิริวรรณ เชิงเสมอ และนางพิสมัย มะลิวัลย์ หรือพยานโจทก์และจำเลยทุกปากซึ่งสืบพยานไว้ก่อนที่ศาลฎีกาให้ย้อนสำนวนมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า ในวันที่ศาลชั้นต้นเริ่มทำการสืบพยานคดีนี้ คือ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 มาศาล ที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานไปโดยมิได้มีคำสั่ง แสดงว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาให้ชี้ขาดตัดสินคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเฉพาะระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 ส่วนการดำเนินกระบวนพิจารณาระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 เป็นไปโดยชอบ จึงต้องสืบพยานใหม่เฉพาะระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่เบิกความไว้ก่อนที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ย้อนสำนวนจึงใช้เป็นพยานหลักฐานระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 ได้ ไม่มีข้อได้เปรียบหรือเสียเปรียบในเชิงคดีระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกคำเบิกความของนางสาวศิริวรรณและนางพิสมัยมาวินิจฉัยประกอบพยานอื่น แล้วเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่เป็นฝ่ายชนะคดี เป็นการวินิจฉัยที่ชอบแล้ว ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6661 - 6664/2548 นายสำลี กรุณา กับพวก โจทก์ นางลำดวน เชิงเสมอ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสำลี กรุณา กับพวก · จำเลย - นางลำดวน เชิงเสมอ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พีรพล พิชยวัฒน์ · ธาดา กษิตินนท์ · องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7980/2551ฎีกา 3813/2535ฎีกา 345/2520ฎีกา 280/2530ฎีกา 5146/2537ฎีกา 4637/2567ฎีกา 2521/2540ฎีกา 1572/2511ฎีกา 1172/2514ฎีกา 2926-2929/2524ฎีกา 2280/2559ฎีกา 3589/2525ฎีกา 3055/2526ฎีกา 8108/2542ฎีกา 5415/2543ฎีกา 2356/2534ฎีกา 5094/2565ฎีกา 7279/2540ฎีกา 4470/2543ฎีกา 3260/2528ฎีกา 1644/2519ฎีกา 1376/2520ฎีกา 2898/2538ฎีกา 2651/2568
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ