⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 10/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 ต้องเกิดจากการถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม โดยพิจารณาจากความรู้สึกของคนธรรมดาหรือวิญญูชนทั่วไป ไม่ใช่จากความรู้สึกของผู้กระทำความผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว

ย่อคำพิพากษา

กรณีที่จะเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 นั้น ต้องเป็นเรื่องที่ผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและเหตุอันไม่เป็นธรรมนั้นต้องเป็นเรื่องร้ายแรง โดยต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับความรู้สึกของคนธรรมดาหรือวิญญูชนทั่วไปที่อยู่ในภาวะวิสัยและพฤติการณ์อย่างเดียวกับผู้กระทำความผิด จะถือเอาความรู้สึกนึกคิดของตัวผู้กระทำความผิดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ไม่ได้ แม้จำเลยจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของผู้ตาย และพูดตักเตือนผู้ตายเรื่องการขับรถจักรยานยนต์ในหมู่บ้านว่าไม่ให้ขับเร็วเพราะเกรงว่าจะชนเด็ก แล้วผู้ตายตอบว่าเป็นรถของผู้ตายเองจะยังคงขับเร็ว และพูดท้าทายจำเลยว่า มึงแก่แล้วอย่ามายุ่งกับกูหากแน่จริงให้ลุกขึ้นมา ซึ่งเป็นการแสดงกิริยายโสโอหัง ไม่สมควรที่จะกระทำต่อจำเลยซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ก็ตาม แต่ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การกระทำของจำเลย จึงมิใช่เป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.72 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4,7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ป.อ. มาตรา 32, 33, 91, 288, 371 และริบปลอกกระสุนปืนและพลาสติกหน้าอัดกระสุนปืนของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ป.อ. มาตรา 288, 371 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูกโดยไม่มีเหตุอันสมควรด้วย) จำคุก 1 ปี ฐานฆ่าผู้อื่น ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ฐานความผิดละกึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่นเปลี่ยนโทษเป็นจำคุก 50 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 53 แล้ว จำคุก 25 ปี รวมจำคุก 26 ปี 6 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนและพลาสติกหน้าอัดกระสุนปืนของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ให้จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต (ที่ถูกโดยไม่มีเหตุอันสมควรด้วย) ให้จำคุก 6 เดือน รวมสองกระทง จำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงจำคุก 25 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองฟังพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยมีและพาอาวุธปืนของกลางติดตัวไปในหมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร และใช้อาวุธปืนกระบอกนั้นยิงนายสมจิตร ผู้ตาย 1 นัด เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามฟ้อง จำเลยฎีกาในประเด็นแรกในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ จึงเข้าเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 222 ที่บัญญัติว่า "ถ้าคดีมีปัญหาแต่เฉพาะข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน" คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพว่า ขณะที่ผู้ตายและจำเลยกับพวกตั้งวงดื่มสุรากันที่บ้านนางยุพา จำเลยซึ่งเกี่ยวดองเป็นญาติผู้ใหญ่ของผู้ตายได้พูดตักเตือนผู้ตายว่าขับรถจักรยานยนต์ในหมู่บ้านอย่าขับรถเร็วเกรงว่าจะชนเด็ก เป็นเหตุให้ผู้ตายไม่พอใจพูดโต้ตอบว่าเป็นรถของตนเองจะยังขับเร็ว กับได้พูดท้าทายจำเลยว่ามึงแก่แล้วอย่ามายุ่งกับกู หากแน่จริงให้ลุกขึ้นมา พร้อมกับลุกขึ้นยืน จำเลยจึงลุกขึ้นและชักอาวุธปืนออกมายิงใส่บริเวณหัวไหล่ของผู้ตายแล้วเดินลงจากบ้านนางยุพาที่เกิดเหตุไป ดังนี้ เห็นว่า กรณีที่จะเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 นั้น ต้องเป็นเรื่องที่ผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม และเหตุอันไม่เป็นธรรมนั้นต้องเป็นเรื่องร้ายแรง โดยต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับความรู้สึกของคนธรรมดาหรือวิญญูชนทั่วไปที่อยู่ในภาวะวิสัยและพฤติการณ์อย่างเดียวกับผู้กระทำความผิด กล่าวคือจะถือเอาความรู้สึกนึกคิดของตัวผู้กระทำความผิดเองเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าร้ายแรงหรือไม่ไม่ได้ หากแต่จะต้องถือเอาตามความรู้สึกของคนธรรมดาหรือวิญญูชนทั่ว ๆ ไปเป็นเกณฑ์แห่งการพิจารณาว่าในสถานการณ์อย่างนั้นผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ คดีนี้แม้จำเลยจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของผู้ตาย แต่การที่ผู้ตายถูกจำเลยกล่าวตักเตือนเรื่องขับรถจักรยานยนต์เร็วในหมู่บ้านแล้วพูดโต้ตอบจำเลยว่าเป็นรถของตนเองจะยังคงขับเร็ว และพูดท้าทายจำเลยว่ามึงแก่แล้วอย่ามายุ่งกับกู หากแน่จริงให้ลุกขึ้นมา เช่นนี้ตามความรู้สึกของคนธรรมดาหรือวิญญูชนทั่วไปจะถือได้ว่าผู้ตายได้พูดจาแสดงกิริยายโสโอหัง ไม่สมควรที่ผู้ตายจะกระทำอย่างนั้นต่อจำเลยซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ก็ตาม แต่หาใช่ว่าผู้ตายได้กระทำการอันเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมไม่ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ที่จำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยมีอายุมากถึง 51 ปี แต่ผู้ตายเพิ่งมีอายุเพียง 35 ปี เท่านั้น ถือว่าเป็นรุ่นลูกหลานซึ่งจะต้องให้ความนับถือจำเลยซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่และเป็นผู้อาวุโสในหมู่บ้าน แต่ผู้ตายกลับพูดจาลบหลู่ดูหมิ่นจำเลยและท้าทายชวนวิวาทด้วย จึงเป็นการดูหมิ่นญาติผู้ใหญ่ด้วยกิริยาท่าทางอย่างร้ายแรงทำให้จำเลยไม่อาจอดกลั้นโทสะไว้ได้นั้น เท่ากับว่าจำเลยถือเอาความรู้สึกนึกคิดของตนเองเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าการกระทำของผู้ตายเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งหาใช่เจตนารมณ์ของกฎหมายไม่ ทั้งนี้เพราะคุณธรรมทางกฎหมายของ ป.อ. มาตรา 72 ที่ลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดโดยบันดาลโทสะนั้น กฎหมายจะยอมลดหย่อนโทษให้ก็แต่เฉพาะกรณีที่การกระทำความผิดของจำเลยนั้น ตามความรู้สึกของคนธรรมดาหรือวิญญูชนทั่วไปเห็นว่าผู้ที่อยู่ในภาวะ วิสัย และพฤติการณ์อย่างเดียวกับจำเลยนั้นถือได้ว่าจำเลยผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ หาใช่ถือเอาตามความรู้สึกนึกคิดของตัวจำเลยผู้กระทำความผิดเอง ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น? พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ให้จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 9 เดือน ในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้วเป็นจำคุก 7 ปี 15 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10/2549 พนักงานอัยการจังหวัดแพร่ โจทก์ นายชาญหรือชาล ต่วนโต จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดแพร่ · จำเลย - นายชาญหรือชาล ต่วนโต
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธานิศ เกศวพิทักษ์ · วิชัย วิวิตเสวี · พิทักษ์ คงจันทร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดแพร่ - นายสบโชค มีมะแม · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายโสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1203/2482ฎีกา 1597/2522ฎีกา 2530/2527ฎีกา 180/2554ฎีกา 846/2512ฎีกา 138/2532ฎีกา 268/2482ฎีกา 593/2510ฎีกา 1336/2553ฎีกา 619/2513ฎีกา 226/2529ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1268/2515ฎีกา 668/2481ฎีกา 3887/2542ฎีกา 2958/2540ฎีกา 1162/2508ฎีกา 235/2499ฎีกา 551/2514ฎีกา 9308/2546ฎีกา 2470/2515ฎีกา 3237/2543ฎีกา 1005/2532ฎีกา 7601/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา