คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2144/2550
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยมาประกอบดุลพินิจในการลงโทษ โดยจำเลยได้ให้การรับสารภาพในภายหลัง ไม่ถือเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกสำนวน
ย่อคำพิพากษา
การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยกข้อเท็จจริงที่ว่า "จำเลยพาวัตถุระเบิดของกลางไปในบริเวณงานสวนสนุก" มาจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย ซึ่งพนักงานสอบสวนอ้างส่งต่อศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 โดยที่จำเลยมาศาลในวันดังกล่าวและแถลงไม่คัดค้านการฝากขังและลงลายมือชื่อไว้ในคำให้การพยานผู้ร้องและรายงานกระบวนพิจารณา โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการลงโทษ ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ หาใช่เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกสำนวนไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 55, 78
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยกเอาข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวนคำร้องขอฝากขังที่ว่า "จำเลยพาวัตถุระเบิดของกลางไปในบริเวณงานสวนสนุก" มาประกอบการใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยโดยที่โจทก์ไม่ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในคำฟ้อง เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวมาจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย ซึ่งพนักงานสอบสวนอ้างส่งต่อศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 โดยที่จำเลยมาศาลในวันดังกล่าวและแถลงไม่คัดค้านการฝากขังและลงลายมือชื่อไว้ในคำให้การพยานผู้ร้องและรายงานกระบวนพิจารณาด้วย โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการลงโทษจำเลยซึ่งให้การรับสารภาพนั้น หาใช่เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกสำนวนไม่ ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบานั้น เห็นว่า จำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุระเบิดของกลางจำนวน 2 ลูก ที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ อันเป็นวัตถุอันตรายร้ายแรง สามารถทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่าย นับว่าเป็นอันตรายต่อประชาชนทั่วไป พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดโทษจำเลยโดยลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งและลดโทษให้อีกกึ่งหนึ่งแล้วให้จำคุก 1 ปี นั้น เป็นคุณแก่จำเลยอย่างมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยโดยอ้างว่าจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนนั้นเมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพความผิดของจำเลยแล้ว เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2144/2550
พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์ โจทก์
นายทรงวุฒิ สกุลวัฒนา จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์ · จำเลย - นายทรงวุฒิ สกุลวัฒนา |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สถิตย์ อรรถบลยุคล · อดิศักดิ์ ทิมมาศย์ · ดิเรก อิงคนินันท์ |
| แหล่งที่มา | สำนักวิชาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ