⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2873/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2873/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม ถือว่าศาลได้รับเงินนั้นไว้แล้ว และโจทก์ผู้มีสิทธิเรียกเอาเงินดังกล่าวจะต้องเรียกเอาภายใน 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวางศาล มิฉะนั้นเงินนั้นจะตกเป็นของแผ่นดิน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมโดยวางเป็นแคชเชียร์เช็คซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลได้ออกใบรับเงินให้แก่จำเลยและได้บันทึกไว้ในคำแถลงของจำเลยว่ารับลงบัญชีแล้ว จึงเท่ากับศาลชั้นต้นได้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คโดยนำเข้าบัญชีของศาลชั้นต้นแล้ว ไม่ใช่ศาลชั้นต้นรับแคชเชียร์เช็คไว้แทนโจทก์ เงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมนั้นย่อมเป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิเรียกเอาเงินดังกล่าวจะต้องเรียกเอาภายใน 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวางศาลอันเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกเอาเงินนั้นได้ เมื่อโจทก์มิได้เรียกเอาเงินดังกล่าวภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดิน และโจทก์เป็นอันสิ้นสิทธิที่จะขอรับไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.323

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2541 โดยจำเลยที่ 2 ยินยอมชำระเงินจำนวน 31,916 บาท ให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำยอม โดยให้จำเลยที่ 2 นำมาวางศาล หากจำเลยที่ 2 ผิดนัดยินยอมให้โจทก์บังคับคดีในจำนวนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด ต่อมาวันที่ 3 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงขอวางเงินจำนวน 31,916 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ยื่นคำแถลงเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2547 ขอรับเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมค่าธรรมเนียมที่ศาลสั่งคืนอีก 700 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มิได้เรียกเอาเงินค้างจ่ายในสำนวนภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำแถลงของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิรับเงินจำนวน 31,916 บาท ที่จำเลยที่ 2 นำมาวางต่อศาลหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 นำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2542 โดยวางเป็นแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 3 มีนาคม 2542 ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลได้ออกใบรับเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกัน และได้บันทึกไว้ในคำแถลงของจำเลยที่ 2 ว่ารับลงบัญชีแล้วพร้อมกับลงลายมือชื่อของหัวหน้าฝ่ายการเงินบัญชีและพัสดุแทนจ่าศาลแพ่ง จึงเท่ากับศาลชั้นต้นได้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คที่จำเลยที่ 2 นำมาวางเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมโดยนำเข้าบัญชีของศาลชั้นต้นแล้ว ไม่ใช่ศาลชั้นต้นรับแคชเชียร์เช็คดังกล่าวไว้แทนโจทก์ เงินจำนวน 31,916 บาท ที่จำเลยที่ 2 นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมนั้นย่อมเป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิเรียกเอาเงินดังกล่าวจะต้องเรียกเอาภายใน 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวางศาลอันเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกเอาเงินนั้นได้ เมื่อโจทก์มิได้เรียกเอาเงินดังกล่าวภายใน 5 ปี เงินจำนวนนี้จึงตกเป็นของแผ่นดิน และโจทก์เป็นอันสิ้นสิทธิที่จะขอรับไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2873/2550 บริษัทเอราวัณประกันภัย จำกัด โจทก์ นายโชคชัย ธรรมจารี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเอราวัณประกันภัย จำกัด · จำเลย - นายโชคชัย ธรรมจารี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ · รัตน กองแก้ว · สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6438/2547ฎีกา 7316/2553ฎีกา 179/2543ฎีกา 172/2530ฎีกา 986/2548ฎีกา 1702/2547ฎีกา 372/2567ฎีกา 4497/2531ฎีกา 6395/2555ฎีกา 2735/2528ฎีกา 4873/2546ฎีกา 1097-1098/2547ฎีกา 447/2546ฎีกา 3067/2550ฎีกา 612/2564ฎีกา 1716/2550ฎีกา 1026/2535ฎีกา 656/2508ฎีกา 14102/2556ฎีกา 3748/2565ฎีกา 881/2529ฎีกา 5323/2533ฎีกา 16134/2556ฎีกา 5398/2567
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา