⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5957/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5957/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- เมื่อโจทก์ไม่ฎีกาในข้อที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายต่ำกว่าที่โจทก์เรียกมา ถือว่าค่าเช่าที่พิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินจำนวนที่ศาลอุทธรณ์กำหนด และคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง - การที่จำเลยอ้างว่าเข้าทำประโยชน์ในที่พิพาทในฐานะผู้เช่าตามสัญญาต่างตอบแทนที่ให้จำเลยปลูกสร้างอาคารด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นต่อสู้ใหม่ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทอ้างว่าให้เช่าได้เดือนละ 20,000 บาท ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้เดือนละ 10,000 บาท โจทก์ไม่ฎีกา ถือว่าที่พิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง โจทก์ฟ้องว่าให้จำเลยอาศัยทำประโยชน์ในที่พิพาท จำเลยให้การยอมรับว่าเข้าทำประโยชน์ไม่ใช่ในฐานะผู้อาศัย แต่ในฐานะผู้เช่าตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาที่ตกลงให้จำเลยเป็นผู้ปลูกสร้างที่พักอาศัยและอาคารเก็บสินค้าด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยแล้วให้จำเลยทำสัญญาเช่าครั้งละ 3 ปี จนครบกำหนด 15 ปี เป็นการที่จำเลยยกข้อเท็จจริงขึ้นต่อสู้ใหม่ ภาระการพิสูจน์ที่จะนำสืบให้เห็นว่าโจทก์ทำสัญญาเช่าที่พิพาทกับจำเลยจริง จึงตกแก่จำเลย เมื่อจำเลยนำสืบไม่ได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 18563, 2637, 2660 และ 2684 ตำบลฝายแก้ว อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน รวม 4 แปลง และสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว โจทก์ยินยอมให้จำเลยเข้าทำประโยชน์บนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยและบริวารอาศัยหรือทำประโยชน์บนที่ดินอีกต่อไป จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไป แต่จำเลยเพิกเฉย ที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างหากนำออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 20,000 บาท ขอให้บังคับให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 18563, 2637, 2660 และ 2684 ตำบลฝายแก้ว อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ไม่ใช่ในฐานะผู้อาศัยแต่ในฐานะผู้เช่าตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา โดยมีข้อตกลงพิเศษว่าจำเลยจะเป็นผู้ปลูกสร้างที่พักอาศัยและอาคารเก็บสินค้า ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย จำเลยเริ่มก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในปี 2532 แล้วเสร็จในปี 2533 และทำสัญญาเช่าฉบับแรกปี 2533 ต่อมาได้มีการต่ออายุสัญญาเช่ากันเป็นครั้งที่ 4 มีกำหนดระยะเวลาเช่า 3 ปี นับแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2542 จนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2545 ค่าเช่าปีละ 120,000 บาท จำเลยได้ชำระค่าเช่าตามสัญญาครบถ้วนแล้วในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2542 ทั้งยังมีข้อตกลงให้ต่อสัญญาเช่าได้อีกหนึ่งครั้ง ๆ ละ 3 ปี จนครบกำหนด 15 ปี เริ่มก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในปี 2532 แล้วเสร็จปี 2533 เป็นต้นมา จำเลยได้ชำระค่าเช่าทุกปี โจทก์ไม่เคยบอกเลิกสัญญาเช่า จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 18563, 2637, 2660 และ 2684 ตำบลฝายแก้ว อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน และส่งมอบที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินและส่งมอบที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะอ้างว่าให้เช่าได้เดือนละ 20,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าเสียหายให้เพียงเดือนละ 10,000 บาท โจทก์ไม่ได้ฎีกา จึงถือได้ว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทในฐานะผู้เช่าจากโจทก์โดยจำเลยเป็นผู้สร้างบ้านพักและอาคารเก็บสินค้าบนที่ดินพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยตามข้อตกลงที่จำเลยทำกับโจทก์ แล้วโจทก์ตกลงให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนด 15 ปี โดยทำสัญญาเช่าฉบับละ 3 ปี หนังสือสัญญาเช่าที่ดินเป็นสัญญาเช่าฉบับที่ 4 ครบกำหนดอายุการเช่า ปี 2545 จำเลยชำระค่าเช่าโดยหักจากค่าสินค้าที่โจทก์ค้างชำระจำเลย สัญญาเช่ายังไม่ครบกำหนด โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยไม่มีการบอกเลิกสัญญาเช่านั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยประการเดียวว่าหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทต่อไปตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน ตกอยู่แก่ฝ่ายจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้จำเลยอยู่อาศัย จำเลยให้การยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เท่ากับจำเลยยอมรับว่าได้เข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทแต่จำเลยอ้างเหตุไม่ต้องออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเนื่องจากอยู่ในฐานะผู้เช่าตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาที่ตกลงให้จำเลยเป็นผู้ปลูกสร้างที่พักอาศัยและอาคารเก็บสินค้าด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยแล้วให้จำเลยทำสัญญาเช่าครั้งละ 3 ปี จนครบกำหนด 15 ปี เป็นการที่จำเลยยกข้อเท็จจริงขึ้นต่อสู้ใหม่ ภาระการพิสูจน์ที่จะนำสืบให้เห็นว่าเป็นจริงตามเหตุที่จำเลยอ้างว่า โจทก์ทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับจำเลยจริง จึงตกแก่จำเลย เมื่อจำเลยนำสืบไม่ได้ว่าโจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทตามสัญญาเช่า จำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5957/2550 นายชูชัย ธนสารตั้งเจริญ โจทก์ นายชูศักดิ์ ธนสารตั้งเจริญ หรือวิภัสสร์ สินธนา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชูชัย ธนสารตั้งเจริญ · จำเลย - นายชูศักดิ์ ธนสารตั้งเจริญหรือวิภัสสร์ สินธนา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พันวะสา บัวทอง · พินิจ บุญชัด · สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4015/2528ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 2812/2539ฎีกา 1030/2509ฎีกา 2186/2550ฎีกา 2135/2518ฎีกา 4041/2542ฎีกา 891/2510ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 70/2518ฎีกา 6058/2538ฎีกา 6455/2538ฎีกา 591/2513ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 848/2534ฎีกา 142/2530ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4636/2543ฎีกา 1816/2534ฎีกา 234/2491ฎีกา 6196/2537ฎีกา 7/2539ฎีกา 8224/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ