⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 208/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 208/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิจารณาและสืบพยานในศาลต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่ศาลจะอนุญาตให้จำเลยไม่มาฟังการพิจารณาได้ การดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่งลับหลังจำเลยที่ไม่ได้มาศาลและไม่ได้รับอนุญาตให้ขาดนึ่ง เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

การพิจารณาและสืบพยานในศาลไม่ว่าชั้นสืบพยานโจทก์หรือพยานจำเลยจะต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร จะอนุญาตให้จำเลยไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยานนั้นได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และมาตรา 172 ทวิ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มาศาล และทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีแล้ว ศาลชั้นต้นไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดลับหลังจำเลยที่ 1 ได้อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยให้ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ส. เป็นผู้ตรวจพิสูจน์ของกลางผลการตรวจพิสูจน์เป็นเมทแอมเฟตามีนตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์ ที่โจทก์ส่งศาลและโจทก์แถลงไม่สืบพยานโจทก์ปากดังกล่าว ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มาศาลและให้การปฏิเสธไม่มีโอกาสโต้แย้งหรือต่อสู้คดีได้ว่ายาเสพติดให้โทษของกลางมิใช่เมทแอมเฟตามีนตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์อันจะเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.172

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 67 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นให้ทนายความจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงว่าพันตำรวจโทสังวรเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ยาเสพติดให้โทษของกลาง ผลการตรวจพิสูจน์เป็นเมทแอมเฟตามีน น้ำหนักเฉพาะของกลางรวม 3.57 กรัม ตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.1 และโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานโจทก์ปากดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ว่า โจทก์ จำเลยที่ 2 และทนายจำเลยทั้งสองมาศาลส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุจำเลยที่ 1 ป่วย โจทก์แถลงไม่คัดค้านและแถลงว่ามีร้อยตำรวจเอกงอลงกรณ์ จ่าสิบตำรวจสัญญาและพันตำรวจโทสังวรมาศาล หากจำเลยทั้งสองรับว่าพันตำรวจโทสังวรเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ยาเสพติดให้โทษของกลาง ผลการตรวจพิสูจน์เป็นเมทแอมเฟตามีน น้ำหนักเฉพาะของกลางรวม 3.57 กรัม ตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์ที่ให้ดูนี้แล้ว โจทก์ไม่ติดใจสืบพันตำรวจโทสังวร ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์ขอส่งเอกสารแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์เป็นพยานต่อศาล แล้วแถลงไม่ติดใจสืบพยานปากนี้ เห็นว่า การพิจารณาและสืบพยานในศาลไม่ว่าชั้นสืบพยานโจทก์หรือพยานจำเลยจะต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร จะอนุญาตให้จำเลยไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยานนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และมาตรา 172 ทวิ คดีนี้ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มาศาล และทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีแล้ว ศาลชั้นต้นไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดลับหลังจำเลยที่ 1 ได้อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยให้ทนายทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพยานโจทก์ ผู้ตรวจพิสูจน์ของกลางและผลการตรวจพิสูจน์ของกลางตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มาศาลและให้การปฏิเสธ ไม่มีโอกาสโต้แย้งหรือต่อสู้คดีได้ว่ายาเสพติดให้โทษของกลางมิใช่เมทแอมเฟตามีนตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์อันจะเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบและมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้คู่ความมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยทั้งสองฎีกา" พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 208/2551 พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม โจทก์ นางเบญจรัตน์หรือปูหรือเบญจวรรณ แสนชัยสกุลกิจ หรือแซ่จิว กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม · จำเลย - นางเบญจรัตน์หรือปูหรือเบญจวรรณ แสนชัยสกุลกิจหรือแซ่จิว กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชัช ชลวร · วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์ · บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1073/2480ฎีกา 1901/2492ฎีกา 15690/2553ฎีกา 37/2488ฎีกา 377-378/2516ฎีกา 5558/2534ฎีกา 2457/2530ฎีกา 1957/2515ฎีกา 1249-1250/2492ฎีกา 3642/2554ฎีกา 2274/2525ฎีกา 639/2503ฎีกา 766/2504ฎีกา 1211/2481ฎีกา 3031/2526ฎีกา 711/2528ฎีกา 1282/2531ฎีกา 392/2486ฎีกา 25/2482ฎีกา 1659/2506ฎีกา 2129/2532ฎีกา 690/2481ฎีกา 1615/2517ฎีกา 8065/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา