⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9800-9802/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9800-9802/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสืบพยานลับหลังจำเลยที่ถูกฟ้องในคดีอาญา จะรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ เว้นแต่จำเลยได้มีโอกาสถามค้านพยานนั้นแล้ว

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2073/2542 ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1738/2543 และฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2065/2543 ต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้ากับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ได้สืบประจักษ์พยานโจทก์ 2 ปาก คือ จ. และ บ. ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ไปก่อนแล้ว หลังจากการสั่งรวมพิจารณาคดีแล้ว โจทก์นำ จ. มาสืบใหม่ได้เพียงคนเดียว บ. ไม่อาจนำมาสืบได้ ดังนั้น คำเบิกความของ บ. ที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก่อนมีการรวมพิจารณาคดีต้องถือว่าเป็นการสืบพยานลับหลัง ไม่อาจนำมาฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ คงใช้ได้แต่เฉพาะคำเบิกความของ จ. เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้มีโอกาสถามค้าน จ.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.172

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสามสำนวนนี้ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยในแต่ละสำนวนว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนและแก้ไขคำฟ้องเฉพาะสำนวนที่สองเป็นใจความเดียวกันขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 290 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 8 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาคดีเข้ากับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2544 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ได้สืบประจักษ์พยานโจทก์ 2 ปาก คือ นายเจริญและนายบุญเลิศ ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ไปก่อนแล้ว หลังจากการสั่งรวมคดีแล้ว โจทก์คงสามารถนำนายเจริญมาสืบใหม่ได้เพียงคนเดียว นายบุญเลิศไม่สามารถนำมาสืบได้ ดังนั้นคำเบิกความของนายบุญเลิศที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก่อนมีการรวมพิจารณาคดีต้องถือว่าเป็นการสืบพยานลับหลัง ไม่อาจนำมาฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ คงใช้ได้แต่เฉพาะคำเบิกความของนายเจริญเพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้มีโอกาสถามค้าน นายเจริญมาเบิกความครั้งที่สองในสาระสำคัญเช่นเดียวกับการเบิกความครั้งแรก คือไม่เห็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าไปเกี่ยวข้องกับการรุมทำร้ายผู้ตาย พยานแวดล้อมอื่นของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าได้ร่วมทำร้ายผู้ตายหรือไม่ก็ไม่มี คงมีแต่คำให้การชั้นสอบสวนของนายบุญเลิศเท่านั้น ซึ่งต้องถือว่าเป็นพยานบอกเล่าไม่อาจฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าคำเบิกความของนายบุญเลิศในครั้งแรกก่อนมีการรวมพิจารณาคดีไม่อาจนำมาฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เพราะถือว่าเป็นการสืบพยานลับหลังจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำให้ต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพราะไม่มีพยานหลักฐานพอฟังลงโทษได้ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน . ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9800 - 9802/2551 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง โจทก์ นายสุรเดชหรือดำ แก้ววิเชียร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง · จำเลย - นายสุรเดชหรือดำ แก้ววิเชียร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา · ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช · วรพจน์ วิไลชนม์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดทุ่งสง - นายสุรพันธุ์ บุญช่วย · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายนุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3543/2548

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1073/2480ฎีกา 1901/2492ฎีกา 15690/2553ฎีกา 37/2488ฎีกา 377-378/2516ฎีกา 5558/2534ฎีกา 2457/2530ฎีกา 1957/2515ฎีกา 1249-1250/2492ฎีกา 3642/2554ฎีกา 2274/2525ฎีกา 639/2503ฎีกา 766/2504ฎีกา 1211/2481ฎีกา 3031/2526ฎีกา 711/2528ฎีกา 1282/2531ฎีกา 392/2486ฎีกา 25/2482ฎีกา 1659/2506ฎีกา 2129/2532ฎีกา 690/2481ฎีกา 1615/2517ฎีกา 8065/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา