⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4676/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4676/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโต้แย้งเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ต้องดำเนินการในคดีเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 ประกอบ มาตรา 7 (2) มิใช่การฟ้องเป็นคดีใหม่

ย่อคำพิพากษา

คำฟ้องโจทก์อ้างว่า เดิมโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2033/2543 ของศาลชั้นต้น และได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยไม่ยอมหักหนี้ในส่วนของโจทก์ แต่กลับดำเนินการบังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของโจทก์ขายทอดตลาดเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอให้จำเลยรับว่าโจทก์ได้ชำระหนี้บางส่วนแก่จำเลยแล้ว และให้จำเลยคิดยอดหนี้ที่ค้างชำระเพื่อโจทก์จะได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือต่อไปนั้น เห็นได้ว่าคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ซึ่งคำฟ้องเช่นว่านี้จำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลเสียก่อนที่การบังคับคดีจะดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง โจทก์ต้องไปว่ากล่าวกันในคดีเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 ประกอบ มาตรา 7 (2) มิใช่ฟ้องเป็นคดีใหม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.7 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.302

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยยอมรับชำระหนี้ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 โดยให้คิดยอดหนี้ที่ค้างชำระและรับชำระหนี้ต่อไป ให้จำเลยรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งสิ้นที่กระทำไปหลังการชำระหนี้ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 โดยถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามคำบังคับในคดีเดิมแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นการโต้แย้งกันในชั้นบังคับคดี โจทก์ชอบที่จะว่ากล่าวเอาแก่จำเลยในคดีดังกล่าว อีกทั้งคำขอบังคับของโจทก์เป็นกรณีไม่อาจบังคับให้ได้ จึงไม่รับคำฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์ที่อ้างว่าเดิมโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาของโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2033/2543 ของศาลชั้นต้น ได้ชำระหนี้บางส่วนโดยมอบแคชเชียร์เช็คลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 จำนวนเงิน 1,000,000 บาท ให้ไว้แก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมหักหนี้ในส่วนของโจทก์ แต่กลับดำเนินการบังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของโจทก์ออกขายทอดตลาด เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงต้องนำมาฟ้องเป็นคดีนี้ ส่วนคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอให้จำเลยรับว่าโจทก์ได้ชำระหนี้บางส่วนแก่จำเลยแล้ว และให้จำเลยคิดยอดหนี้ที่ค้างชำระเพื่อโจทก์จะได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือต่อไปนั้น เห็นว่า คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ซึ่งคำฟ้องของโจทก์เช่นว่านี้จำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลเสียก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง โจทก์จึงต้องไปว่ากล่าวกันในคดีเดิมในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 ประกอบ มาตรา 7 (2) มิใช่ฟ้องเป็นคดีใหม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4676/2551 นายสันติ วสุนธรา โจทก์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสันติ วสุนธรา · จำเลย - ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประทีป เฉลิมภัทรกุล · วีระชาติ เอี่ยมประไพ · มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา - นายสมชาย ทองสีมัน · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.607/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 802/2491ฎีกา 4086/2559ฎีกา 1085/2525ฎีกา 7051/2540ฎีกา 2842/2549ฎีกา 8689/2558ฎีกา 1812/2532ฎีกา 6123/2538ฎีกา 1139/2529ฎีกา 1904/2559ฎีกา 9362/2551ฎีกา 1498/2566ฎีกา 1475/2559ฎีกา 1157/2544ฎีกา 492/2545ฎีกา 1491/2519ฎีกา 7565/2548ฎีกา 1354/2550ฎีกา 1091/2519ฎีกา 4824-4825/2528ฎีกา 562/2490ฎีกา 1148/2565ฎีกา 1462/2513ฎีกา 3015/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา