⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2645/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2645/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาใด ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในข้อหานั้นได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานให้ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำความผิดนั้นจริง

ย่อคำพิพากษา

คำให้การของจำเลยที่ยื่นต่อศาลตอนต้นมีความว่า "จำเลยขอให้การรับสารภาพในข้อหารับของโจร แต่ขอให้การปฏิเสธข้อหาลักทรัพย์..." และในตอนท้ายมีความว่า "ขอให้ศาลลงโทษสถานเบาโดยรอการลงโทษ..." อันเป็นการแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าประสงค์จะให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร ส่วนข้อความอื่นๆ นั้นเป็นการให้ข้อเท็จจริงเพื่อขอให้ศาลลงโทษสถานเบาเท่านั้น และศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า "จำเลยยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่รับสารภาพฐานรับของโจร รายละเอียดปรากฏตามคำร้องฉบับลงวันที่วันนี้" แสดงว่าศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วเห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร ซึ่งโจทก์ก็ได้แถลงว่า "เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่ติดใจสืบพยานโจทก์อีกต่อไป" อันเป็นการยืนยันตรงกันว่า จำเลย ศาลชั้นต้น และโจทก์เข้าใจตรงกันว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจรแล้ว จึงพิพากษาลงโทษจำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 334, 335, 336 ทวิ, 357 ริบรถจักรยานยนต์คันไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนและไขควงหัวแฉกของกลาง อันเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกระทำผิด จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหารับของโจร ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ส่วนข้อหาอื่นนอกเหนือจากนี้ให้ยก สำหรับคำขอริบของกลาง เห็นว่าของกลางดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดฐานรับของโจรจึงให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ตามคำให้การของจำเลยลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2546 เป็นคำให้การรับสารภาพ และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า ความในข้อ 1 ตอนต้นของคำให้การดังกล่าวมีว่า คดีนี้โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแล้ว จำเลยขอให้การรับสารภาพในข้อหารับของโจร แต่ขอให้การปฏิเสธข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำลายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ และลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะในการพาทรัพย์นั้นไป... และในตอนท้ายมีความว่า ดังนั้น จำเลยขอความเมตตากรุณาจากศาลได้ทราบโปรดให้ความเมตตาลงโทษสถานเบาโดยการรอลงโทษหรือรอการกำหนดโทษแล้วแต่จะเห็นสมควรเพียงแต่ลงโทษปรับ เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติต่อไป อันเป็นการแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่า จำเลยประสงค์จะให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร ส่วนข้อความอื่นๆ นั้นเป็นการให้ข้อเท็จจริงเพื่อขอให้ศาลลงโทษสถานเบาเท่านั้น และในวันที่ 19 พฤษภาคม 2546 ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่รับสารภาพฐานรับของโจร รายละเอียดปรากฏตามคำร้องฉบับลงวันที่วันนี้ แสดงว่าศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วเห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร โจทก์ก็ได้แถลงว่าเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่ติดใจสืบพยานโจทก์อีกต่อไป ซึ่งเป็นการยืนยันตรงกันว่า จำเลย ศาลชั้นต้น และโจทก์เข้าใจตรงกันว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจรแล้ว จึงเห็นว่า คดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น... พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 5 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2645/2552 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายบุญเลิศ คูณขุนทด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา · จำเลย - นายบุญเลิศ คูณขุนทด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สิริรัตน์ จันทรา · พิชัย อภิชาตอำมฤต · ณรงค์พล ทองจีน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายพิทยา มูลศาสตร์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายโสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1968/2549

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1038/2485ฎีกา 1062/2481ฎีกา 481/2526ฎีกา 597/2485ฎีกา 1798/2550ฎีกา 3616/2540ฎีกา 330/2491ฎีกา 1496/2543ฎีกา 10892/2555ฎีกา 1187/2539ฎีกา 913/2538ฎีกา 164/2553ฎีกา 2673/2527ฎีกา 5557/2555ฎีกา 1980/2542ฎีกา 848/2545ฎีกา 406/2482ฎีกา 1957/2515ฎีกา 3423/2548ฎีกา 13516/2553ฎีกา 82/2501ฎีกา 4048/2529ฎีกา 16889/2555ฎีกา 127/2556
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา