⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 975/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 975/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเรียกเก็บค่าตอบแทนในการดำเนินการเกี่ยวกับประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยในจำนวนที่สูงเกินสมควร โดยอาศัยความไม่รู้ของผู้ใช้บริการ และมีการรับส่วนต่างค่าเบี้ยประกันภัย ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้จากผู้มีอรรถคดี และเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

ย่อคำพิพากษา

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 เป็นนายหน้าให้แก่ผู้ที่มายื่นประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ศาลชั้นต้น ย่อมจะทราบกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ดีกว่าผู้กล่าวหาซึ่งเป็นเพียงชาวบ้าน หากผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 มีความสุจริตใจที่จะช่วยเหลือผู้กล่าวหาเพียงขอค่าตอบแทนจากการช่วยดำเนินการดังกล่าว ก็ไม่ควรที่จะเรียกเอาค่าตอบแทนเป็นจำนวนที่สูงจนเกินสมควร ทั้งควรที่จะพาผู้กล่าวหาไปติดต่อขอใช้บริการประกันอิสรภาพจากบริษัท ว. ซึ่งก็อยู่ที่ศาลชั้นต้นด้วยตนเอง แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 หาได้กระทำไม่ อันมีลักษณะเป็นการปกป้องด้วยเกรงว่าผู้กล่าวหาจะทราบค่าใช้จ่ายที่เป็นจริงนั่นเอง ทำให้ผู้กล่าวหาที่ไม่ทราบความจริงต้องยอมจ่ายเงินไปในจำนวนสูงเกินสมควร โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินส่วนต่างหลังหักชำระค่าเบี้ยประกันภัยจากผู้กล่าวหาถึง 16,232 บาท จึงมิใช่เป็นเพียงให้ค่าตอบแทนจากการที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ให้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกอย่างธรรมดาทั่วไป การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้จากผู้มีอรรถคดีและได้กระทำในศาลชั้นต้นจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1), 33 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.31 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.33

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง นำตัวนายอานนท์ บุตรของผู้กล่าวหาซึ่งถูกจับกุมดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ไปขอฝากขังต่อศาลชั้นต้น ผู้กล่าวหาขอประกันตัวโดยมีผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามเสนอตัวช่วยเหลือโดยใช้กรมธรรม์ประกันอิสรภาพของบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด วงเงิน 100,000 บาท เป็นหลักประกันต่อศาล หลังจากนายอานนท์ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ผู้กล่าวหาได้จ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามไป 23,000 บาท ต่อมาผู้กล่าวหาทราบหลักเกณฑ์ในการซื้อกรมธรรม์ประกันอิสรภาพวงเงิน 100,000 บาทว่า เสียค่าเบี้ยประกันเพียง 6,300 บาท จึงเข้าร้องเรียนต่อศาลชั้นต้น ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้จำคุกคนละ 3 เดือน ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ให้ยก ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 ระหว่างพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางนำตัวนายอานนท์ บุตรของผู้กล่าวหาไปฝากขังต่อศาลชั้นต้น ผู้กล่าวหาประสงค์จะขอประกันตัวนายอานนท์และได้พบกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งเป็นนายหน้าเดินเรื่องประกันอยู่ที่ศาลชั้นต้น ผู้กล่าวหาตกลงให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ช่วยดำเนินการให้ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ติดต่อกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นนายหน้าเช่นกัน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ติดต่อขอใช้กรมธรรม์ประกันอิสรภาพของบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด วงเงิน 100,000 บาท จากนายสมโชค ตัวแทนประกันซึ่งก็อยู่ที่ศาลชั้นต้นด้วย จากนั้นผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นำกรมธรรม์ไปให้นางสาวพรทิพย์ พนักงานของบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ที่ประจำอยู่ที่ศาลชั้นต้นพิจารณา นางสาวพรทิพย์พิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถรับประกันอิสรภาพให้ได้จึงกรอกข้อความในกรมธรรม์และมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ไป โดยนายสมโชคจะเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระเบี้ยประกันภัย 6,768 บาท ให้แก่บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ในภายหลัง เมื่อนายอานนท์ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวผู้กล่าวหาก็ได้จ่ายเงิน 23,000 บาท ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้แบ่งเงินส่วนที่เหลือจากที่เอาไปชำระค่าเบี้ยประกันภัยแล้วให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 กระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงิน 23,000 บาท จากผู้กล่าวหาจริง แต่มิใช่เกิดจากการหลอกลวง หากเป็นการตกลงยินยอมในการช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่ผู้กล่าวหา ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของผู้กล่าวหาว่า ผู้กล่าวหาได้พูดคุยกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการประกันตัวนายอานนท์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 บอกว่าเป็นเงิน 30,000 บาท ผู้กล่าวหาต่อรองเหลือ 20,000 บาท ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ลดให้เหลือ 27,000 บาท ผู้กล่าวหาต่อรองลงอีกจนเหลือ 23,000 บาท เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 เป็นนายหน้าให้แก่ผู้ที่มายื่นประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ศาลชั้นต้น ย่อมจะทราบกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ดีกว่าผู้กล่าวหาซึ่งเป็นเพียงชาวบ้าน หากผู้ถูกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 มีความสุจริตใจที่จะช่วยเหลือผู้กล่าวหาเพียงเพื่อขอค่าตอบแทนจากการช่วยดำเนินการดังกล่าว ก็ไม่ควรที่จะเรียกเอาค่าตอบแทนเป็นจำนวนที่สูงจนเกินสมควร ทั้งควรที่จะพาผู้กล่าวหาไปติดต่อขอใช้บริการประกันอิสรภาพจากบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ซึ่งก็อยู่ที่ศาลชั้นต้นด้วยตนเอง แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 หาได้กระทำไม่ อันมีลักษณะเป็นการปกป้องด้วยเกรงว่าผู้กล่าวหาจะทราบค่าใช้จ่ายที่เป็นจริงนั่นเอง ทำให้ผู้กล่าวหาที่ไม่ทราบความจริงต้องยอมจ่ายเงินไปในจำนวนที่สูงเกินสมควร โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินส่วนต่างหลังหักชำระค่าเบี้ยประกันภัยจากผู้กล่าวหาถึง 16,232 บาท จึงมิใช่เป็นเพียงการให้ค่าตอบแทนจากการที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ให้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกอย่างธรรมดาทั่วไป การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้จากผู้ที่มีอรรถคดีและได้กระทำในศาลชั้นต้น จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาข้อนี้ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ในประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้จากผู้มาติดต่อราชการของศาล อันเป็นการไม่เคารพในสถาบันศาลและมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของศาลจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 อ้างเหตุผลส่วนตัวว่ามีภาระในการเลี้ยงดูบุตร ไม่เพียงพอแก่การรอการลงโทษให้ แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาจำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 คนละ 3 เดือน นั้น หนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสม ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ฎีกาข้อนี้ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 เดือน โดยให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกมีกำหนดคนละ 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 975/2552 นางอารี วรธำรงตระกูล ผู้กล่าวหา นางจันทร์หรือภิรมย์ นิยมจิตต์ กับพวก ผู้ถูกกล่าวหา

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้กล่าวหา - นางอารี วรธำรงตระกูล · ผู้ถูกกล่าวหา - นางจันทร์หรือภิรมย์ นิยมจิตต์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พีรพล พิชยวัฒน์ · ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว · พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 2918/2522ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1305/2547ฎีกา 2916/2522ฎีกา 230/2510ฎีกา 4046/2536ฎีกา 913/2538ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 164/2553ฎีกา 185/2566ฎีกา 6911/2544ฎีกา 7937/2538ฎีกา 3604/2533ฎีกา 6321/2544ฎีกา 235/2540ฎีกา 3329/2550ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1166/2491ฎีกา 4636/2543ฎีกา 4970/2538ฎีกา 15230/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ