⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 12675/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12675/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยกข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นอ้างและนำสืบในศาลชั้นต้น มากล่าวอ้างในชั้นฎีกา ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง.

ย่อคำพิพากษา

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยพรากผู้เสียหายไปเพื่อเป็นภริยา มิใช่เพื่อการอนาจารนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และจำเลยไม่เคยยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างและนำสืบในศาลชั้นต้น เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ไม่อาจอนุญาตให้ฎีกาได้ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นรับฎีกาข้อนี้มาศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำชำเราเด็กหญิง ว. อายุ 14 ปี 8 เดือน อายุยังไม่เกิน 15 ปี ผู้เสียหาย โดยใช้กำลังประทุษร้ายจับตัวผู้เสียหายบังคับถอดเสื้อและกางเกงออก แล้วจับตัวนอนลงที่เตียง และใช้มืออุดปากผู้เสียหายไว้ไม่ให้ขัดขืน โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วขึ้นคร่อมนอนทับตัวและกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ แม้ฟ้องมิได้ระบุว่าผู้เสียหายมิใช่ภริยาจำเลย แต่ได้บรรยายตัวบุคคลที่ถูกกระทำชำเราว่าเป็นเด็กหญิง และเมื่อพิจารณาประกอบข้อหาพรากผู้เยาว์ที่ระบุว่า จำเลยพรากผู้เสียหายไปจาก ส. ผู้ปกครองและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารแล้ว ฟ้องแสดงอยู่ในตัวว่าผู้เสียหายยังเป็นผู้เยาว์และอยู่ในความปกครองของ ส. ผู้เสียหายจึงเป็นผู้ที่ยังไม่สมรสและมิใช่ภริยาของจำเลย จึงเป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่งเดิม และเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ก็มีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) ได้ ส่วนที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่า จำเลยกับผู้เสียหายสมรสและอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาแล้ว ผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป จึงขอถอนคำร้องทุกข์ นั้น ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร ไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ แม้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของพนักงานอัยการและโจทก์ร่วมก็ไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และการกระทำที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดได้รับยกเว้นโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคท้าย (เดิม) จะต้องเป็นการกระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปี แต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กหญิงยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน แต่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายไม่ยินยอมแม้จำเลยและผู้เสียหายสมรสกัน การกระทำของจำเลยก็ไม่ได้รับยกเว้นโทษ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายอาญา ม.277

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 277, 317 ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางอนงค์ มารดาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จำคุก 5 ปี ข้อหาและคำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 4 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 9 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า เด็กหญิง ว. ผู้เสียหายเป็นบุตรของนายไพศาลกับโจทก์ร่วม ผู้เสียหายเกิดวันที่ 15 กันยายน 2527 ขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปี 8 เดือน พักอาศัยอยู่กับนายสร้างและนางพินซึ่งเป็นปู่และย่าที่บ้านเลขที่ 37 หมู่ที่ 6 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ผู้เสียหายเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน ส. เดือนเมษายน 2542 โรงเรียนปิดภาคเรียน ผู้เสียหายไปช่วยนางทุ้ยซึ่งเป็นยายขายอาหารที่บ้านอยู่ตรงกันข้ามกับธนาคาร ก. จำเลยเป็นพนักงานการเงินและบัญชีประจำอยู่ที่ธนาคารดังกล่าว เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2542 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ผู้เสียหายไปช่วยนางสาวรุ่งรัตน์ซึ่งเป็นญาติรับจ้างทำความสะอาดที่บ้านพักของนายแพทย์สุริยะอยู่ในโรงพยาบาลบันนังสตา จนกระทั่งเวลาประมาณ 12 นาฬิกา นางสาวรุ่งรัตน์และผู้เสียหายออกไปรับประทานอาหาร หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้วนางสาวรุ่งรัตน์และผู้เสียหายกลับไปที่บ้านพักของนายแพทย์สุริยะ ขณะนั้นเป็นเวลาพักเที่ยงนายแพทย์สุริยะกลับมาที่บ้านพัก นางสาวรุ่งรัตน์เข้าไปทำความสะอาดต่อ ส่วนผู้เสียหายเกรงใจและไม่คุ้นเคยกับเจ้าของบ้านจึงบอกนางสาวรุ่งรัตน์ว่าจะออกไปเดินเล่นแล้วจะกลับไปที่บ้านยาย ต่อมาเวลาประมาณ 13 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายนั่งอยู่ที่ศาลาที่พักคนโดยสารหน้าโรงพยาบาล จำเลยขับรถกระบะของธนาคารผ่านผู้เสียหายไปประมาณ 30 เมตร แล้วเลี้ยวรถกลับมาจอดที่หน้าศาลา จากนั้นจำเลยก็พาผู้เสียหายไปกระทำชำเราที่บ้านของจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายมีรูปร่างหน้าตาตลอดจนสรีระโตกว่าเด็กในวัยเดียวกัน จำเลยจึงสำคัญผิดว่าผู้เสียหายมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดนั้น ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายสูง 152 เซนติเมตร น้ำหนัก 40 กิโลกรัมเศษ นับว่าผู้เสียหายมีรูปร่างโตกว่าเด็กทั่วไปในวัยเดียวกันไม่มากนัก และจากภาพถ่ายของผู้เสียหายที่นำชี้สถานที่เกิดเหตุ ใบหน้าของผู้เสียหายยังเยาว์วัยทั้งรูปร่างและลักษณะของผู้เสียหายที่ปรากฏมิได้มีข้อบ่งชี้ว่าจะมีอายุไม่น้อยกว่า 20 ปี ตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายไปช่วยนางทุ้ยขายอาหารในช่วงปิดภาคเรียน จำเลยก็ไปรับประทานอาหารที่บ้านนางทุ้ยเป็นประจำ และผู้เสียหายเรียกจำเลยว่าอาตุ้ม ดังนั้นจำเลยย่อมทราบว่าผู้เสียหายยังเป็นนักเรียนและอายุไม่เกิน 15 ปี ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยพรากผู้เสียหายไปก็ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อต้องการพาผู้เสียหายไปเป็นภริยาของตน มิใช่เพื่อการอนาจารนั้น เห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และจำเลยไม่เคยยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างและนำสืบในศาลชั้นต้น จำเลยเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งไม่อาจอนุญาตให้ฎีกาได้ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร ไม่ได้ฟ้องจำเลยข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องใน (ข) ว่าจำเลยได้บังอาจกระทำชำเราเด็กหญิง ว. อายุ 14 ปี 8 เดือน อายุยังไม่เกิน 15 ปี ผู้เสียหาย โดยใช้กำลังประทุษร้ายจับตัวผู้เสียหายบังคับถอดเสื้อและกางเกงออก แล้วจับผู้เสียหายนอนลงที่เตียง และใช้มืออุดปากผู้เสียหายไว้ไม่ให้ขัดขืนโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วขึ้นคร่อมนอนทับตัวผู้เสียหายและกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ แม้ฟ้องดังกล่าวมิได้ระบุว่าผู้เสียหายมิใช่ภริยาของจำเลย แต่ฟ้องโจทก์ได้บรรยายระบุตัวบุคคลที่ถูกกระทำชำเราว่าเป็นเด็กหญิงและเมื่อพิจารณาประกอบฟ้องใน (ก) ข้อหาพรากผู้เยาว์ที่ระบุว่า จำเลยพรากผู้เสียหายไปจากนายสร้างซึ่งเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารแล้ว ฟ้องดังกล่าวแสดงอยู่ในตัวว่าผู้เสียหายยังเป็นผู้เยาว์และอยู่ในความปกครองของนายสร้าง ผู้เสียหายจึงเป็นผู้ที่ยังไม่ได้สมรสและมิใช่ภริยาของจำเลย ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่งเดิม และเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ก็มีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่าจำเลยกับผู้เสียหายได้ทำการสมรสและอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาแล้ว ผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไปจึงขอถอนคำร้องทุกข์ตามคำร้องของผู้เสียหาย ลงวันที่ 14 กันยายน 2550 นั้น เห็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจารนั้น ไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ แม้ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์และโจทก์ร่วมก็ไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และการกระทำที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดได้รับยกเว้นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้ายเดิม จะต้องเป็นกระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน คดีนี้แม้ภายหลังการกระทำความผิด จำเลยกับผู้เสียหายจดทะเบียนสมรสกัน แต่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม แม้จำเลยและผู้เสียหายสมรสกัน การกระทำของจำเลยจึงไม่ได้รับยกเว้นโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้ายเดิม พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร ลดโทษให้จำเลยสองในห้า ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี และปรับ 9,000 บาท ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 6,000บาท รวมจำคุก 5 ปี 8 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และคุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน จนกว่าจะพ้นระยะเวลาที่รอการลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12675/2555 พนักงานอัยการจังหวัดยะลา โจทก์ นางอนงค์ ไชยรัตน์ โจทก์ร่วม นายกู้เกียรติหรือตุ้ม สิงหกิจ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดยะลา · โจทก์ร่วม - นางอนงค์ ไชยรัตน์ · จำเลย - นายกู้เกียรติหรือตุ้ม สิงหกิจ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กษิดิ์เดช จีนสลุต · อร่าม แย้มสอาด · ชุติมนต์ โพธิเดช
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดยะลา - นายอมร ศิลปะวิวัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.345/2552

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 6205/2541ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 1656/2512ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 4180/2548ฎีกา 19406/2555ฎีกา 7988/2551ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1360/2544ฎีกา 2813/2566ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 5806/2534ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1166/2491
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา