⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 16527/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16527/2555

ป.อาญา ม.33, 52, 53 ฯลฯ · ป.วิ.อาญา ม.192, 215, 225

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายแก่กาย ถือเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย และหากความผิดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความผิดที่หนักกว่าที่ฟ้อง ศาลสามารถลงโทษในความผิดที่เบากว่าได้

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยขับรถยนต์กระบะชนรถจักรยานยนต์สายตรวจที่จอดขวางอยู่ก็เพื่อต้องการเปิดทางหลบหนีการจับกุม ซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้เสียหายที่ 3 ที่ยืนอยู่บริเวณที่รถจักรยานยนต์ดังกล่าวจอดได้รับบาดเจ็บได้ จึงมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 เมื่อผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 3 คงมีอาการปวดแก้มก้น 2 ข้าง และปวดขาข้างขวาถึงเท้า รักษาให้หายภายใน 7 วัน หากไม่มีโรคแทรกซ้อนตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ซึ่งอาการดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา 391 และความผิดดังกล่าวก็เป็นความผิดอย่างหนึ่งที่รวมอยู่ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามฟ้องซึ่งมีโทษเบากว่า ศาลย่อมลงโทษความผิดฐานนี้ตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.52 ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.92 ประมวลกฎหมายอาญา ม.94 ประมวลกฎหมายอาญา ม.278 ประมวลกฎหมายอาญา ม.289 ประมวลกฎหมายอาญา ม.296 ประมวลกฎหมายอาญา ม.358 ประมวลกฎหมายอาญา ม.362 ประมวลกฎหมายอาญา ม.364 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365 ประมวลกฎหมายอาญา ม.391

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 92, 278, 289, 358, 362, 364, 365 ริบของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3832/2544 ของศาลจังหวัดนนทบุรี และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อและขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 365 (3) ประกอบมาตรา 364, 358, 289 (2) ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 1 ปี ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน จำคุก 1 ปี ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 6 เดือน และฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนเป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นจำคุก 8 เดือน แต่สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่เมื่อศาลวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้ได้อีก ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยสำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนและฐานทำให้เสียทรัพย์กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกสำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย 10 เดือน 20 วัน ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน 10 เดือน 20 วัน ฐานทำให้เสียทรัพย์ 5 เดือน 10 วัน และฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ 33 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 30 เดือน 20 วัน นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3832/2544 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 2 ปี ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 6 เดือน ความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนกับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษในแต่ละกระทงหนึ่งในสาม ความผิดฐานพยายามทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำคุก 2 ปี 8 เดือน ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 8 เดือน ความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนจำคุก 1 ปี 4 เดือน ลดโทษให้ในแต่ละกระทงหนึ่งในสามแล้ว ความผิดฐานพยายามทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน 10 วัน ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย คงจำคุก 5 เดือน 10 วัน และความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน คงจำคุก 10 เดือน 20 วัน รวมจำคุก 1 ปี 25 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 3 ที่มาเป็นพยานโจทก์ว่า ขณะที่ผู้เสียหายที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์จอดตรงจุดเส้นกึ่งกลางถนนนวลจันทร์ ผู้เสียหายที่ 3 ยืนคร่อมรถจักรยานยนต์สายตรวจอยู่และใช้ไฟฉายทำสัญญาณกวักขึ้นลงเพื่อให้หยุดรถ แต่คนร้ายไม่ยอมหยุดรถ เมื่ออยู่ห่างประมาณ 10 เมตร ผู้เสียหายที่ 3 กระโดดหลบ จึงชนรถจักรยานยนต์สายตรวจ แต่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การกลับระบุว่า ผู้เสียหายที่ 3 ยืนอยู่ มิได้ยืนคร่อมรถจักรยานยนต์ดังที่เบิกความแต่อย่างใดอันเป็นการแตกต่างกัน ทั้งสิบตำรวจตรีบรรดล พยานโจทก์อีกปากหนึ่งซึ่งมากับผู้เสียหายที่ 3 เบิกความว่า หลังจากที่พยานวิ่งไล่ตามรถยนต์กระบะของคนร้ายไป พยานได้ยินเสียงรถชนกัน เมื่อไปถึงถนนนวลจันทร์พยานเห็นรถจักรยานยนต์สายตรวจและผู้เสียหายล้มลง แสดงว่าพยานปากนี้ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่รถชนกันย่อมไม่ทราบว่าก่อนที่รถจะชนกันนั้น ผู้เสียหายที่ 3 ยืนคร่อมรถจักรยานยนต์สายตรวจหรือยืนอยู่โดยไม่ได้คร่อมรถจักรยานยนต์สายตรวจ และไม่ปรากฏจากคำเบิกความของพันตำรวจโทภคพงศ์ พยานโจทก์ด้วยว่าผู้เสียหายที่ 3 ได้ให้การหรือบอกพยานว่าก่อนที่รถจะชนกันผู้เสียหายที่ 3 ยืนคร่อมรถจักรยานยนต์สายตรวจแต่อย่างใดด้วย ดังนั้นย่อมยังไม่อาจรับฟังได้ว่า ก่อนที่รถจะชนกันผู้เสียหายที่ 3 ยืนคร่อมรถจักรยานยนต์สายตรวจตามที่ผู้เสียหายที่ 3 เบิกความ จึงต้องรับฟังตามคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 3 ว่า ผู้เสียหายที่ 3 ยืนอยู่บริเวณที่รถจักรยานยนต์สายตรวจจอดอยู่กลางถนน และเมื่อพิจารณาถึงการที่จำเลยขับรถยนต์กระบะชนรถจักรยานยนต์สายตรวจ แม้ผู้เสียหายที่ 3 เบิกความว่า คนร้ายคือจำเลยขับรถยนต์กระบะด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และรถจักรยานยนต์สายตรวจกระเด็นไปไกลถึง 15 เมตร แต่ไม่ปรากฏในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ว่ามีการระบุจุดรถจักรยานยนต์สายตรวจล้มลงหลังถูกชนว่าอยู่บริเวณใด ที่จะบ่งชี้ว่าอยู่ห่างจากจุดที่ผู้เสียหายที่ 3 จอดรถจักรยานยนต์สายตรวจขวางถนนประมาณ 15 เมตร ตามที่ผู้เสียหายที่ 3 เบิกความ ทั้งสิบตำรวจตรีบรรดล ก็เบิกความว่าพยานเห็นผู้เสียหายที่ 3 ล้มลงอยู่ห่างจากรถจักรยานยนต์สายตรวจที่ล้มลงประมาณ 1 เมตร และผู้เสียหายที่ 3 ยังเบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 3 กระเด็นตกจากรถจักรยานยนต์สายตรวจห่างจากจุดที่ยืนคร่อมรถจักรยานยนต์สายตรวจ แสดงว่าผู้เสียหายที่ 3 ล้มลงห่างจากจุดที่ผู้เสียหายที่ 3 จอดรถจักรยานยนต์ (จุดที่ผู้เสียหายที่ 3 จอดรถจักรยานยนต์ขวางถนนอยู่) ประมาณ 1 เมตร และห่างจากจุดที่รถจักรยานยนต์ที่ถูกชนล้มลงประมาณ 1 เมตร อันเป็นการบ่งชี้ว่า หลังจากรถจักรยานยนต์ถูกชนแล้วล้มลงจะอยู่ห่างจากจุดที่ผู้เสียหายที่ 3 จอดรถจักรยานยนต์สายตรวจขวางถนนอยู่ไม่น่าเกินกว่า 2 เมตร จึงเป็นการชนไม่รุนแรงนัก ดังนั้นที่ผู้เสียหายที่ 3 อ้างว่าจำเลยขับรถยนต์กระบะด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วชนรถจักรยานยนต์สายตรวจกระเด็นไปไกลประมาณ 15 เมตร อันเป็นการชนอย่างรุนแรงจึงไม่อาจรับฟังได้ เมื่อเป็นการชนไม่รุนแรง และจำเลยก็หาได้ขับรถยนต์กระบะกลับมาชนผู้เสียหายที่ 3 ขณะล้มลงอีกไม่ จึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 3 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องความผิดฐานนี้มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการที่จำเลยขับรถยนต์กระบะชนรถจักรยานยนต์สายตรวจที่จอดขวางอยู่ก็เพื่อต้องการเปิดทางหลบหนีการจับกุมนั่นเองดังที่ผู้เสียหายที่ 3 ให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การ ซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้เสียหายที่ 3 ที่ยืนอยู่บริเวณที่รถจักรยานยนต์ดังกล่าวจอดได้รับบาดเจ็บได้ จึงมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 เมื่อผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 3 คงมีอาการปวดแก้มก้น 2 ข้าง และปวดขาข้างขวาถึงเท้า รักษาให้หายภายใน 7 วัน หากไม่มีโรคแทรกซ้อนตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ซึ่งอาการดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 เท่านั้น หาใช่เป็นการพยายามทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ และความผิดดังกล่าวก็เป็นความผิดอย่างหนึ่งที่รวมอยู่ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามฟ้องซึ่งมีโทษเบากว่า ศาลย่อมลงโทษความผิดฐานนี้ตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225 ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 แต่เพิ่มโทษไม่ได้เนื่องจากเป็นความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 94 ให้จำคุก 1 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 วัน เมื่อรวมโทษจำคุกฐานกระทำอนาจารและฐานบุกรุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นจำคุก 16 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16527/2555 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสุเมธหรือสิทธิการหรือเอ็กส์ หรือสุทธิกรหรือสุทธิพร ถ้ำสุวรรณ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายสุเมธหรือสิทธิการหรือเอ็กส์หรือสุทธิกรหรือสุทธิพร ถ้ำสุวรรณ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จินดา ปัณฑะโชติ · เกษม เกษมปัญญา · สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายจิโรจน์ กรีดกราย · ศาลอุทธรณ์ - นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3743/2552

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 7988/2551ฎีกา 20/2491ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 1795/2493ฎีกา 647/2563ฎีกา 628/2493ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540ฎีกา 239/2484ฎีกา 831/2532ฎีกา 11/2539ฎีกา 5806/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา