⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 18652-18653/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18652-18653/2555

ป.อาญา ม.32, 33, 78 ฯลฯ · ป.รัษฎากร ม.77, 86

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การปลอมเอกสารหลายฉบับ แม้จะทำในวันเดียวกัน แต่หากแต่ละฉบับมีเจตนาแยกต่างหากจากกัน ถือเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม ทำใบส่งชุบนอต สกรู และแหวนอีแปะต่าง ๆ ของโจทก์ร่วมไปยังโรงชุบ ฮ. ของ ณ. และจากนั้นแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่า สินค้าบางส่วนจำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์ร่วมแล้ว เป็นเหตุให้ ณ. หลงเชื่อนำสินค้าบางส่วนดังกล่าวไปส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งสี่หรือยอมให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มารับสินค้าบางส่วนของโจทก์ร่วมไปจาก ณ. การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง เอกสารที่จำเลยที่ 1 ลักไปจากโจทก์ร่วมเป็นแบบฟอร์มใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้าที่ยังไม่มีข้อความ ไม่เป็นเอกสาร คงเป็นแบบพิมพ์ที่ยังไม่กรอกข้อความ จึงมีสภาพเป็นทรัพย์ธรรมดา ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 การปลอมใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้าแต่ละฉบับระบุวันเดือนปี และสินค้าแตกต่างจากกันเป็นการกระทำให้เห็นถึงการแยกเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่จะให้เกิดผลแตกต่างกัน แม้บางฉบับจะระบุทำในวันเดียวกันก็หาทำให้เป็นกรรมเดียวกันแต่อย่างใดไม่ ถ้าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะทำผิดเพียงกรรมเดียวก็สามารถทำเพียงฉบับเดียวได้ จึงเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่จะแยกการกระทำต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.188 ประมวลกฎหมายอาญา ม.264 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268 ประมวลกฎหมายอาญา ม.335 ประมวลกฎหมายอาญา ม.336 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341 ประมวลกฎหมายอาญา ม.357 ประมวลรัษฎากร ม.77 ประมวลรัษฎากร ม.86

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีทั้งสองสำนวนรวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 เรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 ตามลำดับ สำนวนแรกโจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 188, 264, 265, 268, 335, 336 ทวิ ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1, 86/13, 90/4 (3) ริบใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้าปลอม รถกระบะของกลาง ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์เอกสารที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 100 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์นอต สกรู ที่ยังไม่ได้คืน ราคา 54,257.50 บาท แก่ผู้เสียหาย สำนวนที่สองโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 4 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 268, 335, 336 ทวิ, 357 ริบเอกสารต้นฉบับใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้าปลอม รถกระบะของกลาง และให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนราคา 54,257.50 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา บริษัทกรุงเทพสกรูไทย (1999) จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 265, 335 (11) วรรคแรก ประมวลรัษฎากร มาตรา 86/13, 90/4 (3) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารกับฐานลักทรัพย์ของนายจ้างกระทงแรก เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ของนายจ้างซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานลักทรัพย์ของนายจ้างกระทงที่สอง จำคุก 3 ปี ฐานปลอมเอกสารสิทธิกับฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออก เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 7 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน สำหรับใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้า เป็นเงิน 100 บาท ส่วนสินค้านอต สกรู เป็นเงิน 54,257.50 บาท แก่โจทก์ร่วม ริบใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้าของกลาง ส่วนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน รษ 2121 กรุงเทพมหานคร ให้คืนแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตามฟ้อง ข้อ 1.2 และยกคำขอให้คืนหรือใช้ราคานอต สกรู เป็นเงิน 54,257.50 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยอัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองฎีกาโจทก์ว่า มีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมรับฟังได้มั่นคงว่า จำเลยที่ 1 ทำใบส่งชุบนอต สกรู และแหวนอีแปะต่าง ๆ ไปยังโรงชุบฮงแชของนายณัฐพล และจากนั้นแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่า สินค้าบางส่วนจำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์ร่วมแล้ว เป็นเหตุให้นายณัฐพลหลงเชื่อจึงนำไปส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งสี่หรือยอมให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มารับสินค้าของโจทก์ร่วมไปจากนายณัฐพล การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่ได้ให้การรับสารภาพนั้น เป็นการเบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟัง คงมีข้อวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นพี่ชายจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 4 เป็นน้องชายจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 3 จึงเป็นบุคคลเครือญาติใกล้ชิดกัน ซึ่งเดิมจำเลยทั้งสี่มิได้ประกอบอาชีพขายนอต สกรู และแหวนอีแปะต่าง ๆ เช่นเดียวกับโจทก์ร่วม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 มาทำงานเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมแล้วจึงอาศัยช่องทางดังกล่าวร่วมกันขายสินค้าแข่งกับโจทก์ร่วม โดยซื้อจากบุคคลภายนอกบางส่วนมาร่วมกันขาย นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยังมาซื้อสินค้าที่ร้านโจทก์ร่วม และฉ้อโกงสินค้าของโจทก์ร่วมไปจากโรงชุบฮงแช พฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานฉ้อโกง แต่ไม่ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญและเกินคำขอ ทั้งไม่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ อีกทั้งจำเลยทั้งสี่มิได้หลงข้อต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วมได้ แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ที่เป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมกระทำความผิดโดยที่จำเลยที่ 1 มิได้สำนึกถึงบุญคุณของโจทก์ร่วมให้โอกาสทำงานตามที่จำเลยที่ 1 ไปของานทำเพื่อได้รับเงินเดือนสำหรับเลี้ยงชีพตน จึงเห็นควรลงโทษจำเลยที่ 1 หนักกว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แต่ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาตรงกันว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า เอกสารที่จำเลยที่ 1 ลักไปจากโจทก์ร่วมเป็นแบบฟอร์มใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้าที่ยังไม่มีข้อความ จึงไม่เป็นเอกสาร คงเป็นแบบพิมพ์ที่ยังไม่กรอกข้อความ จึงมีสภาพเป็นทรัพย์ธรรมดา ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้อุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้ มีข้อวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่กรอกข้อความในใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้าของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมขายสินค้าให้แก่ร้านกุลเจริญของจำเลยทั้งสี่จำนวน 18 ฉบับ เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกันหรือไม่ เห็นว่า การปลอมใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้าแต่ละฉบับระบุวันเดือนปี และสินค้าแตกต่างจากกัน เป็นการกระทำให้เห็นถึงการแยกเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่จะให้เกิดผลแตกต่างกัน แม้บางฉบับจะระบุทำในวันเดียวกันก็หาทำให้เป็นกรรมเดียวกันแต่อย่างใด ถ้าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะทำผิดเพียงกรรมเดียวก็สามารถทำเพียงฉบับเดียวได้ จึงเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่จะแยกการกระทำต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน แต่ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ให้จำคุก 3 ปี ในความผิดฐานนี้หนักเกินไปเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสม ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ร้อยตำรวจโททีปกรบันทึกในสำเนาประจำวันเพียงข้อหายักยอกทรัพย์เพียงข้อหาเดียว โดยไม่ปรากฏขณะแจ้งความร้องทุกข์ความผิดต่อส่วนตัวดังกล่าว นายประวิทย์มิได้รับมอบอำนาจหรือมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมแต่อย่างใด การแจ้งความร้องทุกข์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ดี การตรวจค้นและจับกุมไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ดี การจับจำเลยที่ 1 และค้นบ้านจำเลยที่ 1 โดยไม่มีหมายก็ดี พันตำรวจตรีทองอยู่ ไม่ได้ร่วมเป็นพนักงานสอบสวนก็ดี พนักงานสอบสวนทราบว่าจำเลยที่ 1 เปลี่ยนชื่อใหม่ก็ดี เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 335 (11) วรรคแรก, 341 ประมวลรัษฎากร มาตรา 86/13, 90/4 (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานลักทรัพย์ต้นฉบับใบกำกับภาษี ใบส่งสินค้า ให้จำคุก 1 ปี ฐานฉ้อโกงให้จำคุก 3 ปี ฐานปลอมเอกสารสิทธิกับฐานออกใบกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 เดือน จำนวน 18 กระทง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม รวมจำคุก 8 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 2 ปี ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนในส่วนของสินค้านอต สกรู เป็นเงิน 54,257.50 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ส่วนทรัพย์ต่าง ๆ ที่ยึดเป็นของกลางมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดให้คืนแก่เจ้าของ และให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18652 - 18653/2555 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ บริษัทกรุงเทพสกรูไทย (1999) จำกัด โจทก์ร่วม นางณัชชาหรือกชพร เทียนชัยแสง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · โจทก์ร่วม - บริษัทกรุงเทพสกรูไทย (1999) จำกัด · จำเลย - นางณัชชาหรือกชพร เทียนชัยแสง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศิริชัย วัฒนโยธิน · ทวีป ตันสวัสดิ์ · พศวัจณ์ กนกนาก
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญาธนบุรี - นายเผด็จ ชมพานิชย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ4168/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 6575/2551ฎีกา 9026/2553ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 824/2535ฎีกา 4180/2548ฎีกา 1168-1169/2479ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 2303/2518ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 531/2510ฎีกา 4225/2559ฎีกา 647/2563ฎีกา 1368/2509
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา