⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 11195/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11195/2556

ป.อาญา ม.29, 30, 56 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงและเด็กตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง และการกระทำความผิดที่ได้ลงมือกระทำไปแล้วนั้น เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน. ความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี กับฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี เป็นความผิดต่างกรรมกัน.

ย่อคำพิพากษา

มาตรา 7 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 ของกฎหมายเดิมบัญญัติว่า ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง คนหนึ่งคนใดได้ลงมือกระทำความผิดตามที่สมคบกันไปแล้ว ผู้ร่วมสมคบด้วยกันทุกคนต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นอีกกระทงหนึ่งด้วยนั้น เป็นเพียงบทบัญญัติประกอบการลงโทษบุคคลที่ร่วมสมคบกันกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งแล้ว มิใช่ฐานความผิดหรือบทกำหนดความผิดและกำหนดโทษในตัวเองที่จะใช้ลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดโดยตรง และการที่มาตรา 7 วรรคสอง กำหนดให้ลงโทษผู้ร่วมสมคบตามวรรคหนึ่งทุกคนตามฐานความผิดที่มีการกระทำลงอีกกระทงหนึ่งด้วย แสดงอยู่ว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ลงโทษฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงและเด็กตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานที่ได้มีการกระทำลงแยกต่างหากจากกันเป็นคนละกระทงกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่ความผิดกรรมเดียวกัน ความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี กับฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง และมาตรา 11 วรรคสอง เป็นความผิดที่อาศัยเจตนาต่างกันและมีองค์ประกอบความผิดต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรม แต่โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดดังกล่าวร่วมกันมาในข้อเดียว ย่อมเห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในทุกฐานความผิดดังกล่าวเพียงกรรมเดียว หาได้มุ่งประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 จึงลงโทษจำเลยทั้งสามสำหรับความผิดในฟ้องข้อนี้ได้เพียงกรรมเดียว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.160 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.282 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.64 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม.4 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม.9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม.11 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 ม.5 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 ม.7

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.160 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1984/2551 และ 1985/2551 แต่คดีสองสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282, 83, 91 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 11 พะราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 64 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสี่, 83 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง, 11 วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของหรือผู้ดูแลหรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา พาไปหรือรับตัวหญิงเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจารโดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปี และฐานร่วมกันสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวการค้าหญิงหรือเด็ก เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี และปรับ 100,000 บาท ฐานร่วมกันให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 25,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกรวม 2 ปี 15 เดือน และปรับ 62,500 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 สั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 ให้ปรับบทลงโทษตามมาตรา 5 และมาตรา 7 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 คู่ความไม่ฎีกา คดีจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานให้ที่พักอาศัยแก่คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้พ้นจากการจับกุมซึ่งตามอุทธรณ์ของโจทก์โต้เถียงว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันจัดให้นางสาวสอนกับพวกรวม 6 คน หญิงชาวลาวดังกล่าวซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย พักอาศัยและค้าประเวณีที่ร้านคุณปู่ที่เกิดเหตุ โดยโต้แย้งว่าโจทก์ไม่เห็นด้วยที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทุกข้อหากับมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ด้วย ถือว่าโจทก์อุทธรณ์ในความผิดข้อหานี้ด้วยแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าวและเห็นว่าความผิดดังกล่าวเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เป็นการไม่ชอบ เมื่อโจทก์ยังคงฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ทุกข้อหาตามฟ้อง ถือว่าโจทก์ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในความผิดนี้แล้ว จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 และพวกตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า ก่อนเกิดเหตุมีผู้แจ้งให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุดรธานีทราบว่ามีผู้นำเด็กหญิงและหญิงชาวลาวมาบังคับค้าประเวณีที่ร้านอาหารชื่อ บ้านคุณปู่ ที่เกิดเหตุ ต่อมาในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2548 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา นางดุจฤดี นักสังคมสงเคราะห์ของสำนักงานดังกล่าว กับเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดอุดรธานีพร้อมด้วยเจ้าพนักงานตำรวจ ร่วมกันไปตรวจสอบที่บ้านเกิดเหตุ พบเด็กหญิงและหญิงชาวลาวซึ่งรับว่าพักอาศัยและค้าประเวณีอยู่ที่บ้านเกิดเหตุรวม 17 คน ในจำนวนนี้มีเด็กหญิงอายุต่ำกว่าสิบแปดปี 6 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่แยกไปคุมตัวไว้ที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี และมิได้ดำเนินคดีเพราะถือว่าเป็นเหยื่อหรือผู้เสียหายจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงและเด็ก ซึ่งในจำนวนนี้มีนางสาวลาตีหรือน้อยหรือฟ้า อายุ 15 ปีเศษ นางสาวจิตหรือสั้นหรือเปิ้ล อายุ 17 ปี นางสาวสุพันษาหรือสุพรรษาหรือแมวหรือปุ้ย หรือคุณพิมพ์ดี อายุ 16 ปี และนางสาวแจสอนหรือสอนหรือแตง อายุ 17 ปี รวมอยู่ด้วย ส่วนอีก 11 คน ซึ่งมีอายุสิบแปดปีขึ้นไป เป็นผู้เข้าเมืองโดยมีหนังสือเดินทางเพียง 3 คน จึงส่งตัวกลับประเทศ ส่วนอีก 8 คน ที่ไม่มีหนังสือเดินทางและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ซึ่งในจำนวนนี้มีนางสาวบุญทันหรือต่อ อายุ 19 ปี และนางสาวสุลิตาหรือสุริต้า อายุ 19 ปี รวมอยู่ด้วย บ้านเกิดเหตุเป็นสถานการค้าประเวณี มีสภาพเป็นตึกสองชั้นหลังใหญ่ มีห้องพักหลายห้อง ใช้เป็นห้องพักอาศัยของหญิงขายบริการและเป็นห้องสำหรับให้ลูกค้าร่วมประเวณีกับหญิงขายบริการด้วย ชั้นล่างมีห้องอาหารสำหรับลูกค้านั่งรับประทานอาหารและเครื่องดื่มกับหญิงขายบริการตลอดจนติดต่อดูตัวและเลือกหญิงที่จะให้บริการ โดยมีจำเลยที่ 3 นายยอหรือดำหรือป๋าดำ นายเสมียรหรือเหมียน จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1984/2551 ของศาลชั้นต้นและนายมนต์ชัยหรือเอก จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1985/2551 ของศาลชั้นต้นร่วมกันเป็นผู้จัดการและควบคุมดูแลการค้าประเวณี และมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ทำสัญญาเช่าบ้านเกิดเหตุกับเจ้าของบ้าน แต่ในวันเกิดเหตุมิได้จับกุมจำเลยทั้งสามกับพวก ภายหลังเมื่อปรากฏจากการสอบสวนเชื่อว่าจำเลยทั้งสามกับพวกอีก 3 คน เป็นเจ้าของสถานการค้าประเวณีและเป็นผู้ควบคุมหญิงที่ค้าประเวณีจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสามกับพวกเป็นคดีนี้สำหรับปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 กับพวกดังกล่าว เป็นเจ้าของ ผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณีที่เกิดเหตุ ร่วมเป็นธุระจัดหา ชักพาและรับตัวเด็กหญิงและหญิงชาวลาวดังกล่าวให้เข้าพักอาศัยและค้าประเวณีที่บ้านเกิดเหตุหรือไม่นั้น พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของสถานการค้าประเวณีที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับตัวเด็กหญิงและหญิงชาวลาวพยานโจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นคนต่างด้าวชาวลาวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้พักอาศัยและจัดให้เด็กหญิงและหญิงดังกล่าวกระทำการค้าประเวณีที่บ้านเกิดเหตุอันเป็นสถานการค้าประเวณี จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 และพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ทุกข้อหา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง แม้ภายหลังการกระทำความผิด พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 จะถูกยกเลิกไปโดยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 แต่ความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงหรือเด็กตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก ฯ ก็ยังคงเป็นความผิดอยู่ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ฯ ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะการค้าหญิงและเด็กดังเช่นกฎหมายเดิม ทั้งกำหนดให้ระวางโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ซึ่งโทษกึ่งหนึ่งของความผิดตามมาตรา 9 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 สูงกว่า 5 ปี หรือปรับสูงกว่า 10,000 บาท อันเป็นโทษสูงสุดตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็กฯ เห็นได้ว่า มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นภายหลังการกระทำความผิด ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องบังคับตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็กฯอันเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ส่วนที่มาตรา 7 วรรคสอง ของกฎหมายเดิมบัญญัติว่า ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งคนหนึ่งคนใดได้ลงมือกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกันไปแล้ว ผู้ร่วมสมคบด้วยกันทุกคนต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นอีกกระทงหนึ่งด้วยนั้น เป็นเพียงบทบัญญัติประกอบการลงโทษบุคคลที่ร่วมสมคบกันกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งแล้ว บุคคลผู้นั้นมิได้เป็นผู้ลงมือกระทำความผิดตามที่สมคบกันด้วยตนเอง แต่มีพวกของตนที่ร่วมสมคบคนหนึ่งลงมือกระทำความผิด กฎหมายกำหนดเป็นการเฉพาะในกรณีนี้ว่าให้ลงโทษผู้ที่มิได้ลงมือกระทำความผิดนั้นเสมือนเป็นผู้ลงมือกระทำความผิดเองดุจเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกัน โดยให้ลงโทษตามความผิดที่ได้กระทำลงนั้น บทบัญญัติมาตรา 7 วรรคสอง จึงมิใช่ฐานความผิดหรือบทกำหนดความผิดและกำหนดโทษในตัวเองที่จะใช้ลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดได้โดยตรง เป็นเพียงบทบัญญัติใช้อ้างเพื่อประกอบการลงโทษตามบทมาตราที่เป็นฐานความผิดและกำหนดโทษสำหรับความผิดที่มีการกระทำลงเท่านั้น ทั้งตามคำฟ้องโจทก์กล่าวว่า จำเลยทั้งสามกับพวกสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงและเด็ก และบรรยายฟ้องต่อมาว่าจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันกระทำความผิดตามที่สมคบด้วยกันทุกคนอยู่แล้ว จึงมิใช่การฟ้องขอให้ลงโทษผู้สมคบที่มิได้เป็นผู้ลงมือกระทำความผิดด้วยตนเองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า บทมาตรา 7 วรรคสอง เป็นบทกำหนดความผิดและบทกำหนดโทษ และพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ตามมาตรา 7 วรรคสอง จึงไม่ถูกต้องและการที่มาตรา 7 วรรคสอง กำหนดให้ลงโทษผู้ร่วมสมคบตามวรรคหนึ่งทุกคนตามฐานความผิดที่มีการกระทำลงอีกกระทงหนึ่งด้วย แสดงอยู่ว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ลงโทษฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงและเด็กตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานที่ได้มีการกระทำลงแยกต่างหากจากกันเป็นคนละกระทงกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่ความผิดกรรมเดียวกัน นอกจากนี้ความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี กับฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ มาตรา 9 วรรคสอง และมาตรา 11 วรรคสอง เป็นความผิดที่อาศัยเจตนาต่างกันและมีองค์ประกอบความผิดที่ต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมกันเช่นกัน อย่างไรก็ดี แม้คดีนี้โจทก์จะกล่าวในฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกับพวกกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันและคำขอท้ายฟ้องก็ระบุอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาด้วยก็ตาม แต่โจทก์ฟ้อง โดยบรรยายฟ้องข้อ 1 ก. ว่า จำเลยทั้งสามกับพวกบังอาจให้ความช่วยเหลือแก่หญิงและเด็กหญิงชาวลาวจำนวน 6 คน โดยจัดให้คนต่างด้าว ซ่อนเร้น พักอาศัยเพื่อให้พ้นจากการจับกุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ อันเป็นการกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง และบรรยายฟ้องข้อ 1 ข. ว่า จำเลยทั้งสามกับพวกได้บังอาจร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงและเด็กเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการการค้าประเวณี สถานการค้าประเวณีเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันเป็นธุระจัดหา รับตัว หรือชักพาไปซึ่งหญิงและเด็กหญิงชาวลาวรวม 6 คน ตามฟ้องข้อ 1 ก. เพื่อให้หญิงและเด็กหญิงดังกล่าวกระทำการค้าประเวณี ซึ่งลักษณะการบรรยายฟ้องของโจทก์เช่นนี้ เมื่อพิจารณาประกอบหลักเกณฑ์การบรรยายฟ้องความผิดหลายกระทงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 160 วรรคหนึ่ง ที่ว่า ความผิดหลายกระทงจะรวมในฟ้องเดียวกันก็ได้ แต่ให้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไป ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในทุกฐานความผิดตามฟ้องข้อ 1 ข. ดังกล่าวเพียงกรรมเดียว หาใช่มุ่งประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เหมือนดังเช่นความผิดตามที่บรรยายไว้ในคำฟ้องข้อ 1 ก. ไม่ จึงลงโทษจำเลยทั้งสามสำหรับความผิดในฟ้องข้อนี้ได้เพียงกรรมเดียว และคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันเป็นธุระจัดหา รับตัวหรือชักพาไป ซึ่งหญิงและเด็กหญิงชาวลาว ซึ่งมีอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี เพื่อให้หญิงและเด็กหญิงกระทำการค้าประเวณี อันเป็นการบรรยายตามองค์ประกอบในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง ไม่ได้บรรยายว่า จำเลยทั้งสามเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น รับตัวบุคคลซึ่งมีผู้จัดหา ล่อไป หรือพาไป เพื่อการอนาจาร หรือสนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว อันเป็นองค์ประกอบในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสี่ รวมมาด้วย ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษในฐานนี้เป็นมาตรา 282 วรรคสี่ จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง, 11 วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิงเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นโดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของ ผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณีโดยมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีอยู่ด้วย ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงและเด็ก ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 เพียงกรรมเดียวตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ มาตรา 9 วรรคสอง จำคุก 5 ปี และฐานร่วมกันช่วยคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 6 เดือน ส่วนโทษของจำเลยที่ 3 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11195/2556 พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โจทก์ นางธัญพิมลหรือรุ่งณภาหรือรุ่ง บุญผาชื่น หรือศรียาคะบุตรหรืออิ่นอ้อย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี · จำเลย - นางธัญพิมลหรือรุ่งณภาหรือรุ่ง บุญผาชื่นหรือศรียาคะบุตรหรืออิ่นอ้อย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เกษม วีรวงศ์ · สมควร วิเชียรวรรณ · ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายวัฒนา พานนนท์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสมชัย วิชญไพศิฐสกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2873/2555

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 9647/2557ฎีกา 4180/2548ฎีกา 616/2484ฎีกา 8080/2538ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา