⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 21329/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21329/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้เสียหายฟ้องคดีอาญาไปก่อนแล้ว พนักงานอัยการยังคงมีอำนาจฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันนั้นได้ และการที่ผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีที่ฟ้องภายหลัง ถือเป็นการฟ้องซ้อนกับคดีที่ตนเองได้ฟ้องไว้ก่อนแล้ว.

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นอีกคดีหนึ่งก่อน แล้วต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในภายหลัง เมื่อไม่มีกฎหมายจำกัดอำนาจของพนักงานอัยการมิให้ฟ้องคดีอาญาที่ผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยไว้แล้ว และบทบัญญัติมาตรา 33 แห่ง ป.วิ.อ. ก็ได้บัญญัติถึงการพิจารณาคดีซึ่งทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันไว้ แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายและพนักงานอัยการต่างฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันได้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลย แต่การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้ โดยถือเอาคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องของตนเอง เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตจึงมีผลเท่ากับโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ด้วย การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์จึงมีสถานะเสมือนหนึ่งเป็นการฟ้องจำเลยซ้อนกับคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยไว้ก่อน เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์คดีนี้จึงไม่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391, 393, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา พันตำรวจโทบัญชา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391, 393 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท ฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ คงจำคุก 15 วัน และปรับ 500 บาท ฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า คงปรับ 500 บาท รวมจำคุก 15 วัน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่า ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2845/2551 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีนี้โดยผิดระเบียบ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า พนักงานอัยการและโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายต่างมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล ไม่มีกฎหมายจำกัดอำนาจของพนักงานอัยการ มิให้ฟ้องคดีอาญาที่ผู้เสียหายยื่นฟ้องไว้แล้วและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 33 ได้บัญญัติถึงการพิจารณาคดีซึ่งทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างยื่นฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันไว้ แสดงว่าการที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อน ส่วนการรวมพิจารณาคดีที่พนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างยื่นฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 33 นั้น ศาลจะใช้ดุลพินิจสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันก็ต่อเมื่อความปรากฏต่อศาลก่อนมีคำพิพากษา แต่คดีนี้ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้รู้ว่ามีเหตุที่จะรวมพิจารณาคดีนี้เข้ากับคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2845/2551 ของศาลชั้นต้น ทั้งโจทก์ร่วมเองก็มิได้ยื่นคำร้องขอเช่นว่านั้น การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบแล้ว พิพากษายืน โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติตามที่คู่ความนำสืบรับกันและฟังยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยกับพวกรวม 3 คน ต่อศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 138, 139, 140, 296, 309, 310 ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2845/2551 คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันเป็นคดีนี้ โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายคดีนี้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2845/2551 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติในเรื่องฟ้องซ้อนว่านับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ ห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น การที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2845/2551 ต่อศาลชั้นต้นก่อน แล้วต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในภายหลัง เมื่อไม่มีกฎหมายจำกัดอำนาจของพนักงานอัยการมิให้ฟ้องคดีอาญาที่ผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยไว้แล้วและบทบัญญัติมาตรา 33 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ได้บัญญัติถึงการพิจารณาคดีซึ่งทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันไว้ แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายและพนักงานอัยการต่างฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันได้ ดังนั้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญา หมายเลขดำที่ 2845/2551 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการคดีนี้ โดยถือเอาคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องของตนเอง เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตจึงมีผลเท่ากับโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ด้วย การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์จึงมีสถานะเสมือนหนึ่งเป็นการฟ้องจำเลยซ้อนกับคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยไว้ก่อนเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2845/2551 ของศาลชั้นต้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และการที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์คดีนี้ จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ เมื่อวินิจฉัยได้ดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ร่วมอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายกฎีกาของโจทก์ร่วม ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21329/2556 พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี โจทก์ พันตำรวจโทบัญชา คล้ายน้อย โจทก์ร่วม นายภิธานหรือภิธาณหรือเจี๊ยบ ภูธนะภาภัทรกุล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี · โจทก์ร่วม - พันตำรวจโทบัญชา คล้ายน้อย · จำเลย - นายภิธานหรือภิธาณหรือเจี๊ยบ ภูธนะภาภัทรกุล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระพล ตั้งสุวรรณ · วันทนี กีรติพิบูล · เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดธัญบุรี - นายกิตติพันธุ์ เกียรติสุนทร · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางเศกสิทธิ์ สุขใจ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1246/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1917/2559ฎีกา 99/2541ฎีกา 2918/2522ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1305/2547ฎีกา 8080/2538ฎีกา 230/2510ฎีกา 4046/2536ฎีกา 913/2538ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 7988/2551ฎีกา 369/2522ฎีกา 2186/2550ฎีกา 164/2553ฎีกา 185/2566ฎีกา 618/2568ฎีกา 6911/2544ฎีกา 7937/2538ฎีกา 1228/2510ฎีกา 3604/2533ฎีกา 6321/2544ฎีกา 323/2510ฎีกา 2606-2616/2529ฎีกา 235/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา