⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 12269/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12269/2558

ป.อาญา ม.29, 30, 56 ฯลฯ · พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน ม.6, 14

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การให้ความช่วยเหลือผู้กระทำความผิดขณะกระทำความผิด ถือเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิด และศาลมีอำนาจลงโทษผู้สนับสนุนได้ แม้โทษจะเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่า ฉ. จะไปทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อของ ก. การที่จำเลยที่ 2 ขอร้องให้จำเลยที่ 1 ช่วยเป็นผู้รับรองเป็นเหตุให้ ฉ. สามารถทำบัตรประจำตัวประชาชนได้สำเร็จ ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือ ฉ. ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานสนับสนุน ฉ. ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ ไม่ได้เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.86 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.264 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.267 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม.6 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม.14

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 267, 268 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 6 จัตวา, 14 (2) จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 3 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) จำคุก 9 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษลงหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การเป็นผลร้ายต่อตนเองสอดรับกับคำให้การของนายเฉลิมตามบันทึกคำให้การของนายเฉลิมในชั้นสอบสวน ในข้อสาระสำคัญ สมเหตุสมผล ไม่มีพิรุธ ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าถูกขู่เข็ญบังคับ เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ให้การไปตามความจริงที่เกิดขึ้น เมื่อพิจารณาสภาพลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวแล้วน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่านายเฉลิมจะไปทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อของนายกลิ้ง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 2 ร่วมคบคิดกับนายเฉลิมในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์มีเพียงสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตสวมบัตรประจำตัวประชาชนรายนายกลิ้ง บันทึกการสอบปากคำนายเฉลิมและจำเลยที่ 2 ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตสวมบัตรประจำตัวประชาชนนายกลิ้ง และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายเฉลิมและของจำเลยที่ 2 ที่ระบุทำนองว่านายเฉลิมและจำเลยที่ 2 ไปที่ที่ว่าการอำเภอกระสังพร้อมกันเพื่อทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นายเฉลิม ส่วนพยานโจทก์ที่สำคัญทั้งสองปากคือนายสุรศักดิ์ เจ้าหน้าที่ปกครอง 5 และนายเจริญ ปลัดอำเภอ หัวหน้าฝ่ายทะเบียน เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องในการรับคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ที่นายเฉลิมยื่นและแจ้งข้อความเพื่อขอมีบัตรประจำตัวประชาชนของนายกลิ้งใหม่ ได้เบิกความเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงส่วนใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องในการยื่นคำขอและแจ้งข้อความของนายเฉลิมแต่อย่างไร นอกจากเอกสารดังกล่าวแล้วไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพยานหลักฐานอื่นใดแสดงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับนายเฉลิมทำแบบคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชน หรือแบ่งหน้าที่กันทำอย่างไร ทั้งจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความสอดคล้องกับคำเบิกความของนายเฉลิมว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำคำขอหรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน นายเฉลิมเป็นผู้ปลอมคำขอดังกล่าวเพียงผู้เดียว ข้อเท็จจริงจึงยังมีข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับนายเฉลิมปลอมคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชนตามฟ้องหรือไม่ กรณีจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามมาตรา 227 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมคบคิดกับนายเฉลิมในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่านายเฉลิมจะไปทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อของนายกลิ้ง การที่จำเลยที่ 2 ขอร้องให้จำเลยที่ 1 ช่วยเป็นผู้รับรองเป็นเหตุให้นายเฉลิมสามารถทำบัตรประจำตัวประชาชนได้สำเร็จ ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือนายเฉลิมขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนนายเฉลิมในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ มิได้เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษหรือกระทำความผิดอื่นใดมาก่อน ทั้งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดดังกล่าวเพื่อช่วยให้นายเฉลิมได้ไปทำงานหาเงินจากต่างประเทศมาเลี้ยงดูครอบครัว สภาพแห่งความผิดไม่ร้ายแรงนัก เพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดี เห็นควรกำหนดโทษสถานเบาและให้รอการลงโทษ แต่เพื่อให้จำเลยที่ 2 หลาบจำ สมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 2 อีกสถานหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ลงโทษจำคุก 4 เดือน และปรับ 3,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 เดือน 20 วัน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12269/2558 พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์ นายอภิชา หอมขจร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ · จำเลย - นายอภิชา หอมขจร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี · รังสรรค์ ดวงพัตรา · ชลิศร์ สวัสดิทัต
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายกัมปนาท แสนโภชน์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายไพบูลย์ ชูโชติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1556/2558

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6299/2534ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 9114/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 9647/2557ฎีกา 681/2491ฎีกา 4180/2548ฎีกา 8080/2538ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1992/2530ฎีกา 5598/2540ฎีกา 20/2491ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา