⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 14712/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14712/2558

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยในคดีหนึ่งแล้ว และดำเนินกระบวนพิจารณาในอีกคดีหนึ่งต่อจากคดีแรกทันที โดยความปรากฏต่อศาลและคู่ความชัดแจ้งว่าได้มีการพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีแรกแล้ว ย่อมถือว่านับโทษจำเลยในคดีหลังต่อจากคดีแรกได้โดยไม่ต้องให้โจทก์แถลงต่อศาลอีก

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 12 ธันวาคม 2557 ซึ่งคำฟ้องระบุว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นเบิกจำเลยมาสอบคำให้การทั้งสองคดีในวันที่ 15 ธันวาคม 2557 และมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยในวันดังกล่าว โดยศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้นก่อนคดีนี้ ดังนี้ ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้นกับคดีนี้ติดต่อกันไป เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้น โจทก์ย่อมไม่อาจแถลงต่อศาลชั้นต้นได้ว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้นนั้นมีหมายเลขคดีแดงที่เท่าใด ถือได้ว่าความปรากฏต่อศาลและคู่ความชัดแจ้งแล้วว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้วโดยไม่จำต้องให้โจทก์แถลงต่อศาลซ้ำอีก จึงนับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้นได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 59,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย ริบคีมปากนกแก้วและไขควงของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (4) (8) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 59,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบคีมปากนกแก้วและไขควงของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้น จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี ไม่นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำขอ ให้นับโทษต่อชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้นในวันเดียวกัน และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันเวลาเดียวกันต่อเนื่องกัน จึงไม่อยู่ในวิสัยที่โจทก์จะยื่นคำแถลงให้ศาลชั้นต้นทราบก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดีนี้ว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว และถือว่าความปรากฏต่อศาลชั้นต้นแล้วว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้น ศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องแถลงต่อศาลชั้นต้นซ้ำอีกนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 12 ธันวาคม 2557 ซึ่งคำฟ้องระบุว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์ได้ยื่นฟ้องมาในวันนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เบิกจำเลยมาสอบคำให้การในวันที่ 15 ธันวาคม 2557 สอดคล้องกับฎีกาของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นและสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นเอกสารท้ายฎีกาซึ่งจำเลยไม่ได้แก้ฎีกาให้ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น ฟังได้ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้นในวันเดียวกันคือวันที่ 12 ธันวาคม 2557 โดยศาลชั้นต้นเบิกจำเลยมาสอบคำให้การทั้งสองคดีในวันที่ 15 ธันวาคม 2557 และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยในวันดังกล่าว โดยศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้น ก่อนคดีนี้ ดังนี้ ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้นกับคดีนี้ติดต่อกันไป เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้น โจทก์ย่อมไม่อาจแถลงต่อศาลชั้นต้นได้ว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้นนั้นมีหมายเลขคดีแดงที่เท่าใด ถือได้ว่าความปรากฏต่อศาลและคู่ความชัดแจ้งแล้วว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้วโดยไม่จำต้องให้โจทก์แถลงต่อศาลซ้ำอีก จึงนับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5130/2557 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14712/2558 พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นายไพโรจน์ ใจมั่น จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี · จำเลย - นายไพโรจน์ ใจมั่น
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ จันทรา · สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย · ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ