⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4474/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4474/2558

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ทำให้คดีไม่เสร็จไปจากศาล และมิใช่คำสั่งตามที่กฎหมายบัญญัติห้ามอุทธรณ์ในระหว่างพิจารณา ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในระหว่างพิจารณา

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีร้องขัดทรัพย์จะถึงที่สุด คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่และยกคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้อง จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งไม่ทำให้คดีตามคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้องเสร็จไปจากศาล และมิใช่เป็นคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 227, 228 ที่ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226 (1) ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาจึงไม่ชอบ แม้จำเลยที่ 3 ฎีกาต่อมา ก็ต้องถือว่าฎีกาของจำเลยที่ 3 เป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยมาตรา 249 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 290,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าเช่าที่ค้างและค่าขาดประโยชน์ 178,213.08 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 19 เดือน กับค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 99913 ตำบลปากเกร็ด (สีกัน) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีชื่อของนายสุรนาท บุตรจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2533 ผู้ร้องได้รับอนุญาตจากศาลให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสามแทนโจทก์เดิมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2811/2544 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสามในคดีนี้ร่วมกันส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนโจทก์เดิมในคดีดังกล่าว มิฉะนั้นให้ร่วมกันใช้ราคาแทนและชำระค่าเสียหายกับค่าขาดประโยชน์รายเดือนและค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยที่ 3 ถูกยึดทรัพย์ในคดีนี้และไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่ผู้ร้องเอาชำระหนี้ได้ ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในคดีนี้ จำเลยที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่มีสิทธิบังคับคดี การโอนสิทธิเรียกร้องมิได้บอกกล่าวหรือได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 และมิใช่สิทธิเรียกร้องที่จะโอนแก่กันได้ ที่ดินที่ยึดเป็นของนายวิทูร บิดานายสุรนาทซึ่งหย่าขาดกับจำเลยที่ 3 แล้ว ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีหมายเลขดำที่ สข.8/2554 ยังไม่ถึงที่สุด จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าว และเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้ผู้ร้องแถลงภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุดเพื่อให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาต่อไป หากไม่แถลงภายในกำหนดให้ถือว่าทิ้งคำร้องตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 วันที่ 28 มกราคม 2556 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า เนื่องจากคู่ความในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 445/2544 ของศาลชั้นต้น และมีประเด็นสำคัญเดียวกัน โดยคดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8226/2555 ว่าผู้ร้องไม่อาจสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับคดีแทนโจทก์เดิมได้ จากผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวทำให้ผู้ร้องไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมในคดีนี้ที่จะขอเฉลี่ยได้ ขอให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่ และยกคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว และกรณีไม่ปรากฏว่าคดีร้องขัดทรัพย์ หมายเลขดำที่ สข.8/2554 ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จึงไม่มีเหตุให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณา ยกคำร้อง จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีร้องขัดทรัพย์ที่ สข.8/2554 จะถึงที่สุด ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่และยกคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้อง จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งไม่ทำให้คดีตามคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้องเสร็จไปจากศาล และมิใช่เป็นคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227, 228 ที่ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226 (1) ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาจึงไม่ชอบ แม้จำเลยที่ 3 ฎีกาต่อมา ก็ต้องถือว่าฎีกาของจำเลยที่ 3 เป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยที่ 3 คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4474/2558 บริษัทโกลเบิล ลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ บริษัทพรีเมียร์ แอลเอ็มเอส จำกัด ผู้ร้อง บริษัทอัครมีเดีย จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทโกลเบิล ลิสซิ่ง จำกัด · ผู้ร้อง - บริษัทพรีเมียร์ แอลเอ็มเอส จำกัด · จำเลย - บริษัทอัครมีเดีย จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพโรจน์ วายุภาพ · กษิดิ์เดช จีนสลุต · จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ