⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5985/2559

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5985/2559

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ที่ถูกพิพากษาให้ล้มละลายถึงที่สุด ย่อมขาดคุณสมบัติการเป็นทนายความตามกฎหมาย แต่จะพ้นสภาพการเป็นทนายความก็ต่อเมื่อคณะกรรมการสภาทนายความได้จำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนทนายความแล้วเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 35 (7) กำหนดให้ผู้ขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความต้องไม่เป็นบุคคลผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ล้มละลาย และมาตรา 43 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าเมื่อปรากฏต่อคณะกรรมการสภาทนายความว่า ทนายความผู้ใดเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 35 ให้ทนายความผู้นั้นพ้นสภาพการเป็นทนายความและให้คณะกรรมการทนายความจำหน่ายชื่อทนายความผู้นั้นออกจากทะเบียนทนายความ อันมีผลให้ทนายความผู้นั้นขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 (4) เมื่อยังไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการสภาทนายความได้จำหน่ายชื่อ ณ. ออกจากทะเบียนทนายความ ณ. จึงยังไม่ขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 ดังนั้นกระบวนพิจารณาของศาลที่ ณ. เป็นทนายความจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลชั้นต้นส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ ณ. ทนายความจำเลยที่ 2 ได้โดยชอบจึงถือว่าฝ่ายจำเลยที่ 2 ทราบนัดแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 ม.35 พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 ม.43 พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 ม.44

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิด จำเลยที่ 2 แต่งนายณัฐสัญญ์ เป็นทนายความเข้าสู้คดี ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ หลังจากอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว ทนายความจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายคำพิพากษาและขอขยายระยะเวลาฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำร้องโดยขยายระยะเวลาฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ถึงวันที่ 25 มกราคม 2556 แต่จำเลยที่ 2 มิได้ยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาที่ขยาย วันที่ 28 มกราคม 2556 ทนายความจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาอีกครั้ง ศาลชั้นต้นยกคำร้องและออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 นายพงษ์สรรพ์ ทนายความจำเลยที่ 2 คนใหม่ยื่นคำร้องว่าศาลล้มละลายสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนายณัฐสัญญ์ทนายความจำเลยที่ 2 คนเดิมเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 และต่อมามีคำพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2553 นายณัฐสัญญ์จึงขาดคุณสมบัติเป็นทนายความ การที่นายณัฐสัญญ์ยังคงปฏิบัติหน้าที่ทนายความต่อมา จึงไม่ชอบ เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ส่วนจำเลยที่ 2 ได้เปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2555 การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาและการส่งคำบังคับแก่จำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2553 แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 35 (7) กำหนดให้ผู้ขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความต้องไม่เป็นบุคคลผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ล้มละลาย และมาตรา 43 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า เมื่อปรากฏต่อคณะกรรมการสภาทนายความว่า ทนายความผู้ใดเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 35 ให้ทนายความผู้นั้นพ้นสภาพการเป็นทนายความและให้คณะกรรมการสภาทนายความจำหน่ายชื่อทนายความผู้นั้นออกจากทะเบียนทนายความ อันมีผลให้ทนายความผู้นั้นขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 (4) เมื่อยังไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการสภาทนายความได้จำหน่ายชื่อนายณัฐสัญญ์ ออกจากทะเบียนทนายความ นายณัฐสัญญ์จึงยังไม่ขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 ดังนั้น กระบวนพิจารณาของศาลที่นายณัฐสัญญ์เป็นทนายความจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และเมื่อศาลชั้นต้นส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้นายณัฐสัญญ์ ทนายความจำเลยที่ 2 ได้โดยชอบจึงถือว่าฝ่ายจำเลยที่ 2 ทราบนัดแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า เมื่อนายณัฐสัญญ์ ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ล้มละลาย ย่อมขาดคุณสมบัติการเป็นทนายความ หากกระทำการใดเกี่ยวกับหน้าที่ทนายความต่อไปย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและเมื่อนายณัฐสัญญ์ไม่สามารถทำหน้าที่ทนายความต่อไปได้แล้ว การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้แก่นายณัฐสัญญ์ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ทราบนัดโดยชอบ นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5985/2559 บริษัทนวนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายสมยศ เรืองบุรพ กับพวก จำเลย บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทนวนคร จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นายสมยศ เรืองบุรพ กับพวก · จำเลยร่วม - บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธานิศ เกศวพิทักษ์ · เมทินี ชโลธร · ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดธัญบุรี - นายธัญญู ชูดำ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางรุ่งรัตน์ วิจิตรจงกล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.3446/2557

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7980/2551ฎีกา 3813/2535ฎีกา 345/2520ฎีกา 280/2530ฎีกา 5146/2537ฎีกา 4637/2567ฎีกา 2521/2540ฎีกา 1572/2511ฎีกา 1172/2514ฎีกา 2926-2929/2524ฎีกา 2280/2559ฎีกา 3589/2525ฎีกา 3055/2526ฎีกา 8108/2542ฎีกา 5415/2543ฎีกา 2356/2534ฎีกา 5094/2565ฎีกา 7279/2540ฎีกา 4470/2543ฎีกา 3260/2528ฎีกา 1644/2519ฎีกา 1376/2520ฎีกา 2898/2538ฎีกา 2651/2568
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา