⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 63/2559

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 63/2559

พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว ม.5, 6, 7 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้นั้น ต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้จากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น หากจำเลยให้การรับสารภาพโดยมิได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้าง ศาลอุทธรณ์จะหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายนั้นขึ้นวินิจฉัยเองไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จะระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลอุทธรณ์ยกขึ้นอ้างได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง แต่ปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม โดยมิได้ยกปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างว่า ฟ้องโจทก์เป็นการกระทำกรรมเดียวกันกับคดีก่อน ศาลอุทธรณ์จะหยิบปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับตามมาตรา 39 (4) จึงไม่อาจรับฟังได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ม.5 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ม.6 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ม.7 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ม.9 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ม.27 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ม.51 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ม.54 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ม.57 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ม.60 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.11 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.12 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.18 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.58 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.62 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.64 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.81

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 58, 62, 64, 81 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 5, 6, 7, 9, 27, 51, 54, 57, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3800/2557, 3801/2557, 3802/2557, 3803/2557, 3804/2557, 3805/2557, 3806/2557, 3807/2557, 3808/2557, 3809/2557, 3810/2557, 3811/2557, 3813/2557, 3814/2557, 3815/2557, 3816/2557, 3817/2557, 3818/2557, 3819/2557, 3820/2557, 3821/2557, 3822/2557, 3823/2557, 3824/2557, 3825/2557 และ 3826/2557 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12 (1) วรรคหนึ่ง, 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง, 81 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง, 51 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุก 2 เดือน ฐานรับคนต่างด้าว ซึ่งไม่มีใบอนุญาตให้ทำงานเข้าทำงาน ปรับ 10,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก ต้องระบุว่าเป็นความผิดตามมาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง และมาตรา 12 (1), 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามมาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้จำเลยทั้งสองกระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือนและปรับ 5,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 1 กระทำความผิดลักษณะเดียวกัน 26 คดี จึงไม่รอการลงโทษจำคุก ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3952/2557, 3953/2557, 3954/2557, 3955/2557, 3956/2557, 3957/2557, 3958/2557, 3959/2557, 3960/2557, 3961/2557, 3962/2557 และ 3963/2557 ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีอื่นนอกจากนี้ยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง กับให้ยกคำขอนับโทษต่อด้วย คงลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานอื่น และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพโดยมิได้ยกข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างว่าความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3954/2557 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวกัน กรณีจึงไม่มีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3954/2557 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือไม่ แม้ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จะระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลอุทธรณ์ยกขึ้นอ้างได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ก็ตาม แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3954/2557 ของศาลชั้นต้น ที่ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมในคดีนี้กับคดีดังกล่าวเป็นคราวเดียวกันดังที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัย จึงไม่อาจนำมารับฟังได้ ทั้งความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมนั้น อาจเกิดขึ้นหลายครั้งในวันเดียวกันได้ หากจำเลยที่ 1 ช่วยเหลือซ่อนเร้นคนต่างด้าวหลายคนเพื่อให้พ้นจากการจับกุมต่างเวลากัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเป็นการไม่ชอบดังวินิจฉัยข้างต้น โดยยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังนี้ เพื่อไม่ให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไปเสียทีเดียว โดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ กรณีนี้ข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์มิได้แก้อุทธรณ์โต้แย้งฟังได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ให้การช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมก็เพื่อที่จำเลยที่ 1 จะรับคนต่างด้าวเข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งกรรมกรก่อสร้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเป็นไปโดยมุ่งประสงค์ที่จะหาแรงงานในการประกอบอาชีพของตน แม้จะปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดลักษณะเดียวกันนี้อีก 26 คดี เป็นคนต่างด้าวอีกจำนวน 26 คน แต่พฤติการณ์แห่งคดีไม่เป็นเรื่องที่ร้ายแรงนัก และมิใช่การกระทำความผิดซ้ำโดยไม่หลาบจำ อีกทั้งจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณามาโดยตลอด แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยังรู้สำนึกในความผิดแห่งตน เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 ไว้ เพื่อให้มีเจ้าพนักงานแนะนำ ช่วยเหลือ ตักเตือน หรือสอดส่องดูแล ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 1 และสังคมมากกว่า ที่ศาลชั้นต้นไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เพื่อป้องปรามมิให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดทำนองนี้อีก เห็นสมควรวางโทษปรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมอีกสถานหนึ่ง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุก 2 เดือน และปรับ 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 2,500 บาท เมื่อรวมกับโทษปรับ 5,000 บาท ในความผิดฐานรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตให้ทำงานเข้าทำงาน รวมลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 1 รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง มีกำหนด 2 ปี ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้นับโทษต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 63/2559 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายอนันต์ พวงสวัสดิ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายอนันต์ พวงสวัสดิ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรางคนา กมลละคร · ปิยกุล บุญเพิ่ม · ไพโรจน์ นวานุช
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดตลิ่งชัน - นางสาวมลวลิน เกียรติธนะบำรุง · ศาลอุทธรณ์ - นายชัยชนะ อิสสระวิทย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3593/2558

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1656/2512ฎีกา 2530/2527ฎีกา 9647/2557ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 19406/2555ฎีกา 8080/2538ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 917/2564ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา