⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3206/2561

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3206/2561

ป.อาญา ม.29, 30, 32 ฯลฯ · พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ม.4, 7, 8 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จแต่ไม่บรรลุผลเพราะเหตุการณ์ภายนอก ถือว่าเป็นการกระทำความผิดฐานพยายามกระทำความผิด และหากเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองกับ ศ. ตกลงกันโดย ศ. จัดหาเมทแอมเฟตามีนและให้สายลับนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งสองซึ่งรอรับอยู่ที่จุดนัดหมายเพื่อนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายต่อโดยจำเลยทั้งสองโอนเงินค่าลำเลียงขนส่งให้แก่สายลับ แต่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยทั้งสองได้เสียก่อนที่สายลับจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดกับความผิดสำเร็จถือได้ว่าจำเลยทั้งสองลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเพราะถูกจับกุมเสียก่อน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.51 ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.92 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม.3 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม.7 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.97 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.100 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม.3

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7, 8 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและของกลางอื่นทั้งหมด กับเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหามีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7, 8 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 1,200 บาท ฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันแล้ว เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท เพิ่มโทษฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นปรับ 1,600 บาท ส่วนฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 คงเพิ่มโทษปรับกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นปรับ 1,800,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7, 8 วรรคสอง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่จำเลยที่ 2 กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 800 บาท ฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 1,200,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 800,000 บาท รวมจำคุก จำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,200,800 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,080,000 บาท ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 450 บาท สำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 คงเพิ่มโทษปรับกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นปรับ 1,620,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,080,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 720,000 บาท ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 225 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,080,225 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยทั้งสองอยู่กินฉันสามีภริยาและเปิดกิจการร้านประดับยนต์และรับติดตั้งเครื่องเสียงรถยนต์ที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชื่อร้านว่า "ปันฝัน CAR AUDIO" จำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกที่เรือนจำกลางนครปฐม และรู้จักนายศิรพงศ์หรือน้องฟักแก้ว และนายสุจินต์หรือโบ้ ซึ่งต้องโทษจำคุกแห่งเดียวกัน จำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 1264 XXXX จำเลยที่ 2 ใช้หมายเลข 08 1368 XXXX นายศิรพงศ์ใช้หมายเลข 08 1484 XXXX ส่วนนายสุจินต์ใช้หมายเลข 08 5293 XXXX ช่วงระหว่างวันที่ 4 ถึง 27 กันยายน 2555 จำเลยทั้งสอง นายศิรพงศ์ และนายสุจินต์ ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวติดต่อกันหลายครั้ง วันที่ 26 กันยายน 2555 มีการโอนเงิน 5,000 บาท จากบัญชีของจำเลยที่ 2 ไปที่บัญชีของนายสุจินต์ วันที่ 27 กันยายน 2555 เวลากลางวัน พันตำรวจโทบุญเลิศ ดาบตำรวจชูเกียรติ สิบตำรวจเอกเลอสรรค์ และนายสุจินต์ร่วมกันเดินทางไปอำเภอทับสะแกพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลาง 6,000 เม็ด เมื่อไปถึงพันตำรวจโทบุญเลิศกับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองในขณะที่จอดรถยนต์หมายเลขทะเบียน ษม 5234 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถยนต์ของนายศิรพงศ์ที่บริเวณหน้าศูนย์รถยนต์อีซูซุโดยกล่าวหาจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีน 6,000 เม็ดของกลาง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยที่ 1 มีกระสุนปืนลูกกรดขนาด .22 จำนวน 15 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในข้อหาดังกล่าว ต่อมาพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสองเพิ่มเติมว่า สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตในส่วนของจำเลยที่ 1 และความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในส่วนของจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานดังกล่าว คดีคงขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในส่วนของจำเลยที่ 1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อแรกว่า เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2555 เวลากลางวัน นายสุจินต์ได้รับมอบเมทแอมเฟตามีน 6,000 เม็ด จากนายแก้ว พวกของนายศิรพงศ์หรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างเป็นข้อมูลของการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 1484 XXXX ซึ่งเป็นของนายศิรพงศ์ จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นแต่เพียงว่า ในขณะนั้นนายศิรพงศ์อยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครหาใช่นายสุจินต์อยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครไม่ ส่วนที่นายสุจินต์ได้รับมอบสิ่งของจากนายแก้วแล้ว ก็ได้มอบให้พันตำรวจโทบุญเลิศกับพวก จากนั้นมีการนำไปเก็บไว้ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด รุ่งขึ้นจึงนำไปที่อำเภอทับสะแก พันตำรวจโทบุญเลิศกับพวกล้วนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไม่มีเหตุผลที่จะต้องสับเปลี่ยนของกลางจากสิ่งของทั่วไปให้เป็นยาเสพติด ซึ่งนอกจากจะมีจำนวนมากแล้วยังมีราคาสูง ข้อกล่าวอ้างต่างๆ ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวล้วนไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า มีเหตุอันควรให้สงสัยว่านายสุจินต์จะไม่ได้รับเมทแอมเฟตามีน 6,000 เม็ด จากนายแก้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อสุดท้ายว่า พยานหลักฐานของโจทก์เกิดจากการล่อลวงหรือชักจูงใจให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด ไม่อาจอ้างเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้นายสุจินต์มิได้ล่อลวงหรือชักจูงใจให้จำเลยที่ 1 รับซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลาง แต่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองตกลงกับนายศิรพงศ์โดยนายศิรพงศ์ทำหน้าที่จัดหาเมทแอมเฟตามีนแล้วจัดหาผู้ลำเลียงขนส่งไปส่งมอบให้จำเลยทั้งสองซึ่งรอรับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายศิรพงศ์เพื่อนำไปจำหน่ายต่อโดยนายสุจินต์มีหน้าที่เพียงนำส่งเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่จำเลยทั้งสอง ส่วนที่มีการวางแผนให้จำเลยทั้งสองโอนเงิน 5,000 บาท ให้แก่นายสุจินต์ก็เพื่อพิสูจน์การกระทำของจำเลยทั้งสองว่าเป็นความผิดเพื่อที่เจ้าพนักงานตำรวจจะได้จับกุมจำเลยทั้งสอง ไม่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ จึงไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่นายศิรพงศ์หาเมทแอมเฟตามีนของกลางมาไว้ในครอบครองได้แล้วย่อมเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อนายศิรพงศ์ดำเนินการลำเลียงขนส่งให้แก่จำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองโอนเงินค่าจ้างให้แก่ผู้ลำเลียงตามที่ตกลงกัน ถือว่าจำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับนายศิรพงศ์สำเร็จแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกับนายศิรพงศ์ตกลงกันโดยนายศิรพงศ์จัดหาเมทแอมเฟตามีนและให้นายสุจินต์สายลับนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งสองซึ่งรอรับอยู่ที่จุดนัดหมายที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมเสียก่อนที่สายลับจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดกับความผิดสำเร็จถือได้ว่าจำเลยทั้งสองลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเพราะถูกจับกุมเสียก่อน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสำเร็จแล้ว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกาขึ้นมา แต่การปรับบทเป็นการวางบทกำหนดโทษให้ถูกต้องถือเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3206/2561 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย ส. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นาย ส. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กึกก้อง สมเกียรติเจริญ · ประยูร ณ ระนอง · สมพงษ์ เหมวิมล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นางอชิรญา พลภักดี · ศาลอุทธรณ์ - นายเรวัตร สกุลคล้อย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2260/2560

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2530/2527ฎีกา 9647/2557ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 628/2493ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 239/2484ฎีกา 11/2539ฎีกา 5806/2534ฎีกา 1141/2506ฎีกา 34/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา