⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3274-3275/2561

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3274-3275/2561

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ม.4, 7, 8 ฯลฯ · ป.อาญา ม.29, 30, 32 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ฎีกาจะต้องคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร

ย่อคำพิพากษา

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง วางหลักในการฎีกาว่า ฎีกาจะต้องคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร คดีนี้โจทก์ฎีกาโดยคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยแต่ละคน โดยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและเหตุผลขึ้นโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงมานั้นไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.216 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.51 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.57 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.67 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.91 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.97 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.100 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม.3

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.216 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกและจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 และเรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนแรกและจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 97, 100/1 และ 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และ 91 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 3 ถุง น้ำหนัก 1.033 กรัม และชนิดเม็ด 3 หน่วยการใช้ น้ำหนัก 0.282 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเอฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 4,000,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสองและวรรคสาม, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 4,000,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 แต่ให้เพิ่มโทษปรับกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 6,000,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 9 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุก 9 ปี และปรับ 600,000 บาท สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสองและวรรคสาม, 91, 100/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 4,000,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และปรับจำเลยที่ 2 รวม 6,300,000 บาท ปรับจำเลยที่ 3 รวม 4,400,000 บาท หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0750 xxxx, 08 4773 xxxx อุปกรณ์การเสพยาเสพติดของกลาง คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0292 xxxx, 08 8369 xxxx ของกลาง แก่เจ้าของ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง และวรรคสาม, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,666,666.67 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 49 ปี 12 เดือน และปรับ 4,000,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 9 ปี และปรับ 600,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 9 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน 15 วัน จำคุกจำเลยที่ 3 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีกำหนด 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และปรับ 4,300,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 3 เดือน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง 3 เม็ด และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 596.811 กรัม และ 0.986 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง วางหลักในการฎีกาว่า ฎีกาจะต้องคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายว่า พยานโจทก์เบิกความถึงพฤติการณ์ในการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่ปรากฏชัดเจนว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 ส่งถุงกระดาษสีม่วงให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ส่งถุงสีฟ้าให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 1 อยู่บริเวณใด ทั้งตามภาพถ่าย ปรากฏว่า รถกระบะยี่ห้อโตโยต้า สีดำ ที่พันตำรวจโท ไมตรี ขับมานั้น จอดปิดท้ายรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแจ๊ส ไว้ มิใช่จอดข้าง ๆ ตามที่พยานโจทก์เบิกความและภาพที่เพิ่งจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ไม่ปรากฏภาพถ่ายของจำเลยที่ 1 อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ส่งมอบถุงเงินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ยึดถือเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองแล้ว น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ในการขนเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดใกล้ชิดกับความผิดสำเร็จแล้ว จึงเป็นการพยายามมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครอง ส่วนจำเลยที่ 3 นั้นจากทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า มีส่วนร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการใด ลำพังแต่เพียงการมาด้วยกันโดยรถยนต์ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 มีพฤติการณ์เสพเมทแอมเฟตามีน นั้น กรณียังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหรือไม่ โจทก์ฎีกาโดยคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดในข้อหานี้ สรุปได้ว่า สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น จากทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่นำสืบว่า เหตุที่มาจังหวัดมุกดาหารเนื่องจากต้องการมาเที่ยวตลาดอินโดจีนเพื่อหาซื้อสินค้าไปขายและมาที่โรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์ในวันเกิดเหตุเนื่องจากจำเลยที่ 2 ต้องการไปล้างแผล เมื่อไปถึงนางปอนไม่ปรากฏชื่อสกุลเพื่อนของจำเลยที่ 2 โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ช่วยชำระหนี้ให้โดยไม่ทราบว่าเป็นหนี้ค่าอะไร ก็ขัดต่อเหตุผลเพราะนางปอนไม่น่าจะทราบว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่บริเวณที่สามารถส่งมอบเงินให้จำเลยที่ 1 ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าเดินทางมาจังหวัดมุกดาหารเพียงเพราะมาเที่ยวตลาดอินโดจีนนั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่เดินทางมากับจำเลยที่ 2 จากกรุงเทพมหานคร และขณะที่จำเลยที่ 2 มารับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ก็ร่วมเดินทางมาด้วย ทั้งยังพบเมทแอมเฟตามีน อุปกรณ์การเสพยาเสพติดภายในห้องพักของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเมทแอมเฟตามีนไม่ได้อยู่ในลักษณะปกปิดซ่อนเร้นว่าเป็นของจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะและยังตรวจพบสารเสพติดภายในร่างกายของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เชื่อว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นเป็นใจร่วมกับจำเลยที่ 2 มารับเมทแอมเฟตามีน ซึ่งฎีกาของโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ถูกต้องอย่างไร หรือมีข้อเท็จจริงและเหตุผลใดที่หักล้างคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพียงแต่กล่าวอ้างว่าพยานโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ส่วนความผิดของจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 0.049 กรัมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยที่ 3 ข้อหาร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 3 ถุง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 0.986 กรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า แม้จะตรวจค้นห้องพักพบเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ดและชนิดเกล็ดในห้องพักเดียวกันแต่ก็อยู่คนละตำแหน่งกัน จึงน่าจะเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่างนำเมทแอมเฟตามีนติดตัวมาโดยไม่เกี่ยวข้องกัน ประกอบกับโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนครึ่งเม็ดโดยวิธีรับประทาน ไม่ใช่เสพเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด และเมื่อตรวจพบเมทแอมเฟตามีนภายในห้องพัก จำเลยที่ 3 ก็รับแต่เพียงว่าเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ดเป็นของตนเอง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ครอบครองเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด จึงไม่อาจฟังว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ครอบครองเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 3 ถุง และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด ของจำเลยที่ 3 ด้วย โจทก์ฎีกาโดยคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่วินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหานี้สรุปได้ว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่เดินทางมากับจำเลยที่ 2 จากกรุงเทพมหานครและขณะที่จำเลยที่ 2 มารับเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ก็ร่วมเดินทางมาด้วย ทั้งยังพบเมทแอมเฟตามีน อุปกรณ์การเสพยาเสพติดภายในห้องพักของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเมทแอมเฟตามีนไม่ได้อยู่ในลักษณะปกปิดซ่อนเร้นว่าเป็นของจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะและยังตรวจพบสารเสพติดภายในร่างกายของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเชื่อว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นเป็นใจร่วมกับจำเลยที่ 2 ร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางที่พบในห้องพัก พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 3 ถุง และชนิดเม็ด 3 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องโจทก์แล้ว ซึ่งฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้ก็ไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและเหตุผลขึ้นโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงมานั้นไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร มีข้อเท็จจริงและเหตุผลใดที่หักล้างข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3274 - 3275/2561 พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ โจทก์ สิบตำรวจเอก กาวีวัฒน์ นครกลาง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ · จำเลย - สิบตำรวจเอก กาวีวัฒน์ นครกลาง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปกรณ์ วงศาโรจน์ · เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์ · ชวลิต ลีฬหาวงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ - นายปริญญา จารวัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ501/2560

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5840/2544ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 9647/2557ฎีกา 4180/2548ฎีกา 8080/2538ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1992/2530ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 917/2564ฎีกา 6355/2544ฎีกา 531/2510ฎีกา 647/2563ฎีกา 8297/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา