⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7497-7502/2561

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7497-7502/2561

ป.อาญา ม.29, 30, 56 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกำหนดโทษปรับตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 118 ต้องคำนวณตามพื้นที่อาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ และหากอัตราโทษปรับสูงสุดเกินอำนาจของศาลแขวง ศาลแขวงจะไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนั้น.

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 118 บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 117... ต้องระวางโทษปรับโดยคำนวณตามพื้นที่อาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาท แต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาท" ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทยฐานนี้จะต้องถูกลงโทษปรับโดยคำนวณตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาทแต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาท ประกอบกับตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) บัญญัติให้ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อตามฟ้องทั้งหกสำนวนปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดในสำนวนที่หนึ่งและที่สองคิดเป็นเนื้อที่ 962 ตารางเมตร และ 210 ตารางเมตร จำเลยที่ 2 กระทำความผิดในสำนวนที่สามคิดเป็นเนื้อที่ 342 ตารางเมตร จำเลยที่ 3 กระทำความผิดในสำนวนที่สี่คิดเป็นเนื้อที่ 399 ตารางเมตร จำเลยที่ 4 กระทำความผิดในสำนวนที่ห้าคิดเป็นเนื้อที่ 418.20 ตารางเมตร และจำเลยที่ 5 กระทำความผิดในสำนวนที่หกคิดเป็นเนื้อที่ 1,251.05 ตารางเมตร ดังนี้จำเลยที่ 1 อาจต้องโทษปรับอย่างสูงเป็นเงิน 9,620,000 บาท และ 2,100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อาจต้องโทษปรับอย่างสูงเป็นเงิน 3,420,000 บาท, 3,990,000 บาท, 4,182,000 บาท และ 12,510,500 บาท ตามลำดับ จึงเป็นคดีที่มีอัตราโทษปรับเกินอำนาจของศาลแขวงพัทยา เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้ความผิดฐานอื่นตามฟ้องทั้งหกสำนวนของโจทก์จะอยู่ในอำนาจของศาลแขวงพัทยา แต่ปรากฏว่าคดีความผิดตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ทั้งหกสำนวนไม่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง เพื่อสะดวกแก่การพิจารณาพิพากษา การที่โจทก์ฟ้องคดีทั้งหกสำนวนนี้ต่อศาลจังหวัดพัทยา และศาลจังหวัดพัทยาใช้ดุลพินิจรับฟ้องคดีทั้งหกสำนวนไว้พิจารณาและพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 19/1 ที่เพิ่มเติมใหม่ จึงชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.2 ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.9 ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.108 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.362 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ม.117 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ม.118 พระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478 ม.3 พระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478 ม.4 พระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478 ม.6 พระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478 ม.7 พระราชบัญญัติว่าด้วยเขตรักษาความปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478 ม.6 พระราชบัญญัติว่าด้วยเขตรักษาความปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478 ม.7

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.2 → ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.9 → ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.108 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งหกสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งหกสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกและสำนวนที่สองว่าจำเลยที่ 1 เรียกจำเลยในสำนวนที่สามว่าจำเลยที่ 2 เรียกจำเลยในสำนวนที่สี่ว่าจำเลยที่ 3 เรียกจำเลยในสำนวนที่ห้าว่าจำเลยที่ 4 และเรียกจำเลยในสำนวนที่หกว่าจำเลยที่ 5 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117, 118 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 83 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2, 9, 108 ทวิ พระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478 มาตรา 3, 4, 6, 7 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3117/2559 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3118/2559 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งห้าและบริวารออกจากที่ดิน กับรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ออกจากที่ดิน พร้อมทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพเดิม จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง, 118 (เดิม) ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), (2), (3) (ที่ถูกไม่มี (1), (2), (3)), 108 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติว่าด้วยเขตรักษาความปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478 มาตรา 6, 7 (3) ฐานบุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อยึดถือการครอบครอง ฐานเข้าไปยึดถือ ก่นสร้าง และทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวด ที่ทราย หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันหรือที่ใช้เพื่อประโยชน์แก่แผ่นดินโดยเฉพาะ ฐานบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างลงในบริเวณเขตปลอดภัยในราชการทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำ ในน้ำ ใต้น้ำ ของทะเลในน่านน้ำไทยและชายหาดของทะเลโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเข้าไปยึดถือ ก่นสร้าง และทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดินที่หิน ที่กรวด ที่ทราย หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันหรือที่ใช้เพื่อประโยชน์แก่แผ่นดินโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 คงจำคุก 1 ปีและปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คงจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งห้าและบริวารออกไปจากที่ดิน และให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนเขื่อนคอนกรีตเรียงหินของรีสอร์ทประภาคาร 1 ขนาดกว้าง 26 เมตร ยาว 37 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ 962 ตารางเมตร และเขื่อนคอนกรีตเรียงหินของรีสอร์ทประภาคาร 2 ขนาดกว้าง 25 เมตร ยาว 34 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ 210 ตารางเมตร ให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารคอนกรีตโดยสร้างร้านอาหารซีฟู๊ด พื้นที่กว้าง 9 เมตร ยาวประมาณ 38 เมตร คิดเป็นเนื้อที่รุกล้ำ 342 ตารางเมตร ให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนอาคารคอนกรีต กว้าง 10.50 เมตร ยาวประมาณ 38 เมตร คิดเป็นเนื้อที่รุกล้ำ 399 ตารางเมตร ให้จำเลยที่ 4 รื้อถอนอาคารคอนกรีต 2 ชั้นกว้าง 20.40 เมตร ยาว 20.50 เมตร และชานคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 9 เมตร ยาว 20.40 เมตร รวมทั้งสิ้น 20.40 เมตร ยาว 29.50 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ 418.20 ตารางเมตร และให้จำเลยที่ 5 รื้อถอนอาคารคอนกรีต 2 หลัง หลังแรก กว้าง 10.70 เมตร ยาว 86.50 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ 925.55 ตารางเมตร และอาคารหลังที่ 2 กว้าง 10.50 เมตร ยาว 31 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ 325.50 ตารางเมตร รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 1,251.05 ตารางเมตร รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างอื่นที่จำเลยทั้งห้าก่อสร้างออกจากที่ดินดังกล่าวพร้อมทั้งทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพเดิม ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3118/2559 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากศาลมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษทั้งสองคดี จึงไม่อาจนับโทษจำคุกต่อได้ คำขอนี้จึงให้ยก จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน จำเลยทั้งห้าฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งห้าว่า ศาลจังหวัดพัทยามีคำสั่งรับฟ้องคดีทั้งหกสำนวนไว้พิจารณาพิพากษามาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้ พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 118 บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 117... ต้องระวางโทษปรับโดยคำนวณตามพื้นที่อาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาท แต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาท" ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยฐานนี้จะต้องถูกลงโทษปรับโดยคำนวณตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาทแต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาทประกอบกับตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) บัญญัติให้ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อตามฟ้องทั้งหกสำนวนปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดในสำนวนที่หนึ่งและสองคิดเป็นเนื้อที่ 962 ตารางเมตร และ 210 ตารางเมตร จำเลยที่ 2 กระทำความผิดในสำนวนที่สามคิดเป็นเนื้อที่ 342 ตารางเมตร จำเลยที่ 3 กระทำความผิดในสำนวนที่สี่คิดเป็นเนื้อที่ 399 ตารางเมตร จำเลยที่ 4 กระทำความผิดในสำนวนที่ห้าคิดเป็นเนื้อที่ 418.20 ตารางเมตร และจำเลยที่ 5 กระทำความผิดในสำนวนที่หกคิดเป็นเนื้อที่ 1,251.05 ตารางเมตร ดังนี้จำเลยที่ 1 อาจต้องโทษปรับอย่างสูงเป็นเงิน 9,620,000 บาท และ 2,100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อาจต้องโทษปรับอย่างสูงเป็นเงิน 3,420,000 บาท, 3,990,000 บาท, 4,182,000 บาท และ 12,510,500 บาท ตามลำดับ จึงเป็นคดีที่มีอัตราโทษปรับเกินอำนาจของศาลแขวงพัทยา เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแม้ความผิดฐานอื่นตามฟ้องทั้งหกสำนวนของโจทก์จะอยู่ในอำนาจของศาลแขวงพัทยา แต่ปรากฏว่าคดีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ทั้งหกสำนวนไม่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง เพื่อสะดวกแก่การพิจารณาพิพากษา การที่โจทก์ฟ้องคดีทั้งหกสำนวนนี้ต่อศาลจังหวัดพัทยา และศาลจังหวัดพัทยาใช้ดุลพินิจรับฟ้องคดีทั้งหกสำนวนไว้พิจารณาและพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 19/1 ที่เพิ่มเติมใหม่ จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7497 - 7502/2561 พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา โจทก์ นาย พ. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา · จำเลย - นาย พ. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)แก้ว เวศอุไร · นิพนธ์ ใจสำราญ · สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพัทยา - นายภิญโญ เจือจันทร์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสมเกียรติ อุ่นอนันต์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำสวอ115-119/2561

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1862-1863/2512ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 6575/2551ฎีกา 9026/2553ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 4107/2563ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 9647/2557ฎีกา 8080/2538ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 2718/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา