⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 753/2561

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 753/2561

ป.อาญา ม.29, 33, 83 ฯลฯ · ป.พ.พ. ม.223, 442

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วย จึงต้องลดค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งสองต้องชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายตามส่วนแห่งความผิดของผู้ตาย.

ย่อคำพิพากษา

ผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดอยู่ด้วย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย ไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตาย และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิม ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมโดยวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายกระทำความผิดเพียงฝ่ายเดียว จึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ดี บ. มารดาของผู้ตายยังคงมีสิทธิเรียกร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ตายเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ บ. ซึ่งเป็นผู้เสียหายในทางแพ่งชอบที่เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ แต่จำเลยทั้งสองจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมากน้อยเพียงใด ย่อมต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 ที่ให้พิจารณาว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร เมื่อผู้ตายกับจำเลยทั้งสองมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนอันสืบเนื่องมาจากการทำงาน วันเกิดเหตุผู้ตายกวักมือมายังจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยทั้งสองกับผู้ตายชกต่อยกันจนจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ บ. สองในสามส่วน ของค่าสินไหมทดแทนที่ บ. จะได้รับ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โจทก์บรรยายฟ้องระบุการกระทำของจำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันพาอาวุธมีดติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร แล้วร่วมกันใช้อาวุธมีดดังกล่าวแทงผู้ตายถึงแก่ความตาย ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า หลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสองวิ่งหลบหนีไปทางบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงงาน จำเลยที่ 1 ได้ส่งอาวุธมีดที่ใช้ก่อเหตุให้จำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2 โยนอาวุธมีดทิ้งลงไปในบ่อบำบัดน้ำเสียห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 50 เมตร ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันพาอาวุธมีดของกลางไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามฟ้องนั้น ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นนำมารับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นเหตุการณ์คนละตอนกับความผิดตามฟ้องโจทก์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงนั้นมาวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ย่อมเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.5 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.44 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.371 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.223 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.442

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.5 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.30 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.44 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 288, 371 และริบอาวุธมีดของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางบุปผาหรือบุบผามารดาของนายวัชรินทร์หรือเอ๋ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพ 250,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 1,200,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 กันยายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 20 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบอาวุธมีดพับปลายแหลมด้ามโลหะของกลาง ส่วนอาวุธมีดปลายแหลมด้ามไม้ของกลางให้คืนแก่เจ้าของ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 กันยายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า นายวัชรินทร์หรือเอ๋ ผู้ตาย และจำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างของบริษัทประจงกิจปาล์มออยล์ จำกัด โดยจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ลำเลียงผลปาล์มเข้าหม้อนึ่ง จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ควบคุมหม้อนึ่ง ส่วนผู้ตายทำหน้าที่ลำเลียงผลปาล์มออกจากหม้อนึ่ง ก่อนเกิดเหตุผู้ตายและจำเลยทั้งสองมีความขัดแย้งกันเกี่ยวกับการทำงานโดยมีการเขียนข้อความท้าทายกันที่โบกี้ใส่ผลปาล์ม เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2557 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา ผู้ตายกวักมือมายังบริเวณที่จำเลยทั้งสองทำงาน จำเลยที่ 1 เดินเข้าไปหาผู้ตาย แล้วชกต่อยกัน หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 เข้าไปชกต่อยผู้ตาย ต่อมาจำเลยที่ 1 คว้าคอผู้ตายล็อกลักษณะยืนหันหน้าเข้าหากันแล้วใช้อาวุธมีดพับปลายแหลมด้ามโลหะของกลางแทงผู้ตายถูกที่บริเวณลิ้นปี่ มือซ้าย ข้อศอกซ้าย และคางเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดอาวุธมีดของกลาง 2 เล่ม ได้จากบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงงาน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ตายกวักมือมายังจำเลยทั้งสอง จากนั้นจำเลยทั้งสองกับผู้ตายชกต่อยกันจนจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดพับปลายแหลมด้ามโลหะของกลางแทงผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดอยู่ด้วย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) แต่ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แม้ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำร้องทุกข์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อผู้ตายมิใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยดังวินิจฉัยข้างต้น โจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายจึงไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นางบุปผาหรือบุบผาเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า อาวุธมีดพับปลายแหลมด้ามโลหะของกลางที่จำเลยที่ 1 ใช้แทงผู้ตายเป็นอาวุธมีดของจำเลยที่ 2 เมื่อก่อนเกิดเหตุผู้ตายและจำเลยทั้งสองมีความขัดแย้งกันเกี่ยวกับการทำงานโดยมีการเขียนข้อความท้าทายกันที่โบกี้ใส่ผลปาล์ม ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของนายศิรวิทย์พยานโจทก์ว่า ก่อนที่ผู้ตายกวักมือเรียก จำเลยทั้งสองทำงานอยู่ด้วยกัน จึงเชื่อได้ว่าก่อนที่จำเลยที่ 1 จะเดินเข้าไปหาผู้ตาย จำเลยที่ 2 รู้แล้วว่าจำเลยที่ 1 พกพาอาวุธมีดดังกล่าวไปด้วย การที่จำเลยที่ 2 เข้าไปชกต่อยผู้ตาย หลังจากที่จำเลยที่ 1 เข้าไปชกต่อยผู้ตายแล้ว แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่จะทำร้ายร่างกายผู้ตายมาตั้งแต่ต้นแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 มีอาวุธมีดดังกล่าวติดตัวไปด้วยย่อมทำให้จำเลยที่ 2 คาดหมายได้ว่าจำเลยที่ 1 อาจใช้อาวุธมีดดังกล่าวแทงผู้ตายได้ ถือว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 แล้ว การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดดังกล่าวแทงผู้ตายในเวลาต่อเนื่องใกล้ชิดกันหลังจากที่จำเลยทั้งสองร่วมกันชกต่อยผู้ตาย ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 2 ก็อยู่ในบริเวณใกล้เคียงในลักษณะที่พร้อมจะช่วยเหลือพวกจำเลยที่ 1 ได้ทันท่วงทีหากมีเหตุให้ต้องช่วยเหลือ แม้จำเลยที่ 2 มิใช่เป็นผู้ใช้อาวุธมีดดังกล่าวแทงผู้ตาย แต่พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 2 มีความประสงค์ต่อความตายของผู้ตายด้วย ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยมาข้างต้นรับฟังได้ว่าผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดอยู่ด้วย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย ไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตาย และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิม ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมโดยวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายกระทำความผิดเพียงฝ่ายเดียว จึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ดีนางบุปผามารดาของผู้ตายยังคงมีสิทธิเรียกร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ตายเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ นางบุปผาซึ่งเป็นผู้เสียหายในทางแพ่งชอบที่เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ แต่จำเลยทั้งสองจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมากน้อยเพียงใด ย่อมต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 ที่ให้พิจารณาว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า ผู้ตายกับจำเลยทั้งสองมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนอันสืบเนื่องมาจากการทำงาน วันเกิดเหตุผู้ตายกวักมือมายังจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยทั้งสองกับผู้ตายชกต่อยกันจนจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางบุปผาสองในสามส่วน ของค่าสินไหมทดแทนที่นางบุปผาจะได้รับ ซึ่งในคดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดให้นางบุปผาได้รับค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพผู้ตายรวมเป็นเงิน 150,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี รวมเป็นเงิน 1,200,000 บาท รวมค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดเป็นเงิน 1,350,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และฐานานุรูปของนางบุปผาแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข เมื่อจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดสองในสามส่วนดังวินิจฉัยมาข้างต้นจำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางบุปผาทั้งสิ้น 900,000 บาท ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อตามทางพิจารณาปรากฏข้อเท็จจริงว่า หลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสองวิ่งหลบหนีไปทางบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงงาน จำเลยที่ 1 ให้การไว้ว่า ได้ส่งอาวุธมีดที่ใช้ก่อเหตุให้จำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2 โยนอาวุธมีดทิ้งลงไปในบ่อบำบัดน้ำเสียห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 50 เมตร ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันพาอาวุธมีดของกลางไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุการกระทำของจำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันพาอาวุธมีดติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร แล้วร่วมกันใช้อาวุธมีดดังกล่าวแทงผู้ตายถึงแก่ความตาย ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นนำมารับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นเหตุการณ์คนละตอนกับความผิดตามฟ้องโจทก์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงนั้นมาวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ย่อมเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางบุปผาหรือบุบผามารดาของผู้ตายเป็นเงิน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 กันยายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางบุปผา ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 (เดิม) และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางบุปผาหรือบุบผา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 753/2561 พนักงานอัยการจังหวัดระนอง โจทก์ นางบุปผาหรือบุบผา ฉลาด โจทก์ร่วม นายหรือจ่าตรี พงศกรหรือตั๊ก แววมณี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดระนอง · โจทก์ร่วม - นางบุปผาหรือบุบผา ฉลาด · จำเลย - นายหรือจ่าตรี พงศกรหรือตั๊ก แววมณี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ · สุรางคนา กมลละคร · สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดระนอง - นายสิทธิศักดิ์ หล๋อโตน · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายอาทิตย์ สวาวสุ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1275/2560

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1837/2531ฎีกา 6575/2551ฎีกา 1392/2564ฎีกา 888/2490ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 9647/2557ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 7988/2551ฎีกา 20/2491ฎีกา 6355/2544ฎีกา 730/2486ฎีกา 664/2520ฎีกา 1795/2493ฎีกา 647/2563ฎีกา 551/2514ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา