⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8824/2561

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8824/2561

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ม.4, 6, 9 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบตามกฎหมายค้ามนุษย์ ต้องเป็นการขูดรีดบุคคลจากการค้าประเวณีหรือรูปแบบอื่นที่คล้ายคลึงกัน ไม่ใช่การหักเงินคืนหนี้สินตามปกติและคืนส่วนที่เหลือให้แก่ผู้เสียหาย.

ย่อคำพิพากษา

บทนิยาม "แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ" ตามมาตรา 4 (เดิม) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ หมายความว่า การแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี การผลิตหรือเผยแพร่วัตถุหรือสื่อลามก การแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น การเอาคนลงเป็นทาส การนำคนมาขอทาน การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ การบังคับตัดอวัยวะเพื่อการค้า หรือการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คดีคงได้ความว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันติดต่อเกี่ยวกับสถานที่และบุคคลให้ผู้เสียหายค้าประเวณี แต่งหน้าแต่งตาให้ผู้เสียหายและพาผู้เสียหายไปส่งเพื่อค้าประเวณีกับรับเงินค่าค้าประเวณีส่งมอบให้ผู้เสียหายเท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 หักเงินเพียงเท่าที่ผู้เสียหายยืมจำเลยที่ 1 ไว้คืนแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นความชอบธรรมที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้โดยปกติทั่วไป เมื่อเหลือเงินเท่าใดจำเลยที่ 2 คืนแก่ผู้เสียหายทั้งสิ้น แต่ผู้เสียหายขอฝากส่วนที่เหลือนั้นไว้แก่จำเลยที่ 2 เอง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้รับผลประโยชน์อื่นใดโดยตรงจากการค้าประเวณีของผู้เสียหาย จึงไม่มีลักษณะเป็นการแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีของผู้เสียหาย อันเป็นการขูดรีดบุคคลตามบทนิยามดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมไม่เป็นความผิดฐานสมคบและร่วมกันค้ามนุษย์ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) เดิม, 9, 52 (เดิม) และไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.282 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม.4 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม.9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.4 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.6 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.10 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.35 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.52

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 282 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 52 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์เป็นเงิน 300,000 บาท ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 35 จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ผู้เสียหายเป็นคนบ้านเดียวกับจำเลยทั้งสอง เมื่อเดินทางเข้ามาประเทศไทยเป็นครั้งแรกยังไม่สามารถพูดภาษาไทยได้และไม่มีเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทาง นางสาวพง ไม่มีชื่อสกุล พี่สาวผู้เสียหายและผู้เสียหายจึงติดต่อขอยืมเงินจากจำเลยที่ 1 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางมายังกรุงเทพมหานครและให้พักอาศัยอยู่ด้วย การไปทำงานหรือกระทำการค้าประเวณีของผู้เสียหายเป็นไปโดยความสมัครใจของผู้เสียหายเองโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย ทั้งปัจจุบันผู้เสียหายอายุ 21 ปีแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 52 วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ให้ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันค้ามนุษย์ ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี และฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุเกินกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกคนละ 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ คงจำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี คงจำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 282 วรรคสอง (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เพียงกระทงเดียว จำคุกคนละ 6 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามแล้วคงจำคุกคนละ 4 ปี ส่วนข้อหาความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานร่วมกันค้ามนุษย์ และคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายนั้นให้ยกเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยคู่ความไม่โต้แย้งว่า นางสาวยอด ไม่มีชื่อสกุล ผู้เสียหายเดินทางจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเข้ามาในประเทศไทยโดยจำเลยที่ 1 ให้ผู้เสียหายยืมเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 7,500 บาท กับค่าใช้จ่ายอื่น 2,000 บาท และผู้เสียหายได้มาพักอาศัยอยู่กับจำเลยทั้งสองที่ห้องเช่าของจำเลยทั้งสอง ต่อมาผู้เสียหายได้ค้าประเวณีโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ติดต่อให้และจำเลยที่ 1 จัดหาเสื้อผ้าและแต่งหน้าให้ผู้เสียหายกับพาผู้เสียหายไปส่งเพื่อค้าประเวณี เมื่อผู้เสียหายค้าประเวณีแล้วจำเลยที่ 2 ได้นำเงินค่าค้าประเวณีมาให้ผู้เสียหาย 17,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 หักเงินที่ผู้เสียหายยืมจำเลยที่ 1 ไว้ 7,500 บาท ส่วนเงินยืมอีก 2,000 บาท นางสาวพง ไม่มีชื่อสกุล พี่สาวของผู้เสียหายโอนให้จำเลยที่ 1 เป็นค่าเสื้อผ้าผู้เสียหายแล้ว จึงเหลือเงินให้ผู้เสียหาย 9,500 บาท แต่ผู้เสียหายฝากเงินจำนวนนี้ไว้กับจำเลยที่ 2 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีเพียงว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำเพื่อแสวงประโยชน์โดยมิชอบ ตามบทนิยามในมาตรา 4 (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้หรือไม่ โดยบทนิยามดังกล่าวบัญญัติไว้ว่า "การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ" หมายความว่า การแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี การผลิตหรือเผยแพร่วัตถุหรือสื่อลามก การแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น การเอาคนลงเป็นทาส การนำคนมาขอทาน การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ การบังคับตัดอวัยวะเพื่อการค้า หรือการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คดีนี้คงได้ความว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจัดให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กทำการค้าประเวณีโดยเป็นผู้ติดต่อเกี่ยวกับสถานที่และบุคคลให้ผู้เสียหายทำการค้าประเวณี แต่งหน้าแต่งตาให้ผู้เสียหายและพาผู้เสียหายไปส่งเพื่อค้าประเวณีกับทั้งรับเงินค่าค้าประเวณีส่งมอบให้ผู้เสียหายเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ชัดเจนว่าจำเลยทั้งสองได้รับผลประโยชน์อื่นใดโดยตรงจากการค้าประเวณีของผู้เสียหายที่ตนเป็นผู้ติดต่อช่วยเหลือในครั้งนี้ นอกจากจำเลยที่ 2 หักเงินเพียงเท่าที่ผู้เสียหายยืมจำเลยที่ 1 ไว้คืนแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นความชอบธรรมที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้โดยปกติทั่วไป เมื่อเหลือเงินเท่าใดจำเลยที่ 2 ก็คืนให้แก่ผู้เสียหายทั้งสิ้น แต่ผู้เสียหายขอฝากส่วนที่เหลือนั้นไว้แก่จำเลยที่ 2 เอง ดังนี้ จึงไม่มีลักษณะเป็นการที่จำเลยทั้งสองแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีของผู้เสียหายอันเป็นการขูดรีดบุคคลตามบทนิยามดังกล่าว และย่อมไม่เป็นความผิดฐานสมคบและร่วมกันค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 9, 52 (เดิม) และไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8824/2561 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสาว ก. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นางสาว ก. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์ · อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ · สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นางวิรา ณ พิกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายขจรเดช คงแสงชู
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำคม.1/2561

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 4180/2548ฎีกา 616/2484ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554ฎีกา 960/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา